
เฉือนต้นทุนสู้รักษามาร์จิ้น
ลุ้นกู้เงิน 2 ล้านล้าน วันนี้ เอกชนรับมือ เนาวรัตน์เจมาร์ท คุมต้นทุนมาร์จิ้น ทำใจยอดขายรูดแรง
ลุ้นกู้เงิน 2 ล้านล้าน วันนี้ เอกชนรับมือ เนาวรัตน์เจมาร์ท คุมต้นทุนมาร์จิ้น ทำใจยอดขายรูดแรง
การประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ วันที่ 12 มี.ค. จะมีการพิจารณาลงมติว่า ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ (พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท) มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 169 วรรคหนึ่ง และมาตรา 170 หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ภาคเอกชนได้ปรับตัวรับมือถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น ภายหลังจากไม่มีการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ
นายปสันน สวัสดิ์บุรี รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส แผนธุรกิจใหม่และวางแผนกลยุทธ์ บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ (NWR) ผู้ประกอบการธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง เปิดเผยว่า ปีนี้บริษัทเน้นการประคองตัวให้สามารถผ่านพ้นช่วงที่งานภาครัฐสะดุดไปให้ได้ โดยเน้นกลยุทธ์ที่คุมต้นทุนบริหารการจัดการทั้งต้นทุนคงที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรและแรงงานรวมถึงค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เช่น การรับงานใกล้พื้นที่บริษัทมีงานก่อสร้างอยู่แล้ว แม้มูลค่างานจะไม่สูงมาก แต่ก็ทำให้ต้นทุนขนส่งลดลง
นอกจากนั้น บริษัทมุ่งเน้นรับงานเอกชนสัดส่วน 80% เทียบกับปีก่อนที่ 75% เนื่องจากงานภาครัฐสะดุด ซึ่งบริษัทมีจุดแข็งรับงานก่อสร้างโรงไฟฟ้า หรือกลุ่มปิโตรเคมี คลังสินค้า
อย่างไรก็ดี คาดว่าจะสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นเท่ากับปีก่อนที่ 6% และควบคุมค่าใช้จ่ายต่อยอดขายเท่าปีก่อนที่ 5.4% ซึ่งการคุมค่าใช้จ่ายนี้เป็นสิ่งที่บริษัทมีนโยบายปรับลดต่อเนื่องมาตลอด 2-3 ปี ซึ่งหากสถานการณ์การเมืองยังเป็นเช่นนี้ต่อไป คาดว่าจะรักษากำไรสุทธิเท่าปีก่อนที่ทำได้ 58 ล้านบาท แต่หากการเมืองดีขึ้นบริษัทจะมีกำไรสุทธิมากกว่าปีก่อนได้
“มองอย่างอนุรักษนิยมปีนี้รายได้น่าจะเติบโตเพียง 5% จากปีก่อนที่ทำได้ 6,956 ล้านบาท” นายปสันน กล่าว
ปัจจุบันบริษัทมีงานที่รอรับรู้รายได้ (แบ็กล็อก) ทั้งสิ้น 1.17 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะรับรู้ปีนี้จำนวน 2,900 ล้านบาท หรือ 35% และมีแผนประมูลงานใหม่เพิ่ม 1 หมื่นล้านบาท โดยคาดจะได้งานกว่า 5,000 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คาดว่าจะรับรู้รายได้ปีนี้จำนวน 120 ล้านบาท
ด้าน น.ส.ลัดดา วรุณธารากุล ผู้อำนวยการบริหารสายงานบัญชีและการเงิน บริษัท เจ มาร์ท (JMART) กล่าวว่า ปีนี้จะเน้นบริหารควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายรวมเพื่อรักษาอัตรากำไรขั้นต้น ให้อยู่ในระดับได้ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ระดับ 15% เพื่อรับมือเศรษฐกิจ การบริโภคที่ชะลอตัว
“จะให้ความสำคัญกับการบริหารสินค้าคงค้างโดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ ซึ่งจะลดเวลาการสต๊อกเหลือ 40-50 วัน จากเดิม 70 วัน”
นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JMART กล่าวว่า บริษัทยังคงเป้าหมายรายได้โต 35% แม้ว่าในไตรมาสแรก ตลาดรวมโทรศัพท์มือถือมียอดขายตกลงประมาณ 10-20% ก็ตาม
ด้านตลาดหุ้นดัชนีขึ้นแรง 15.23 จุด หรือ 1.13% ปิดที่ 1,364.28 จุด ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายถึง 33,110 ล้านบาท และนักลงทุนต่างชาติซื้อ 251 ล้านบาท นับว่าสวนทางกับการปรับลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเป็นต่ำกว่าตลาดของบริษัท มอร์แกน สแตนเลย์ ด้วยเหตุผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ และแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัวลง







