
ไมโครเพย์เมนต์แจ้งเกิดรับเทรนด์ลดใช้เงินสด
การที่ผู้เล่นทุกรายต่างพยายามเข้ามาสร้างตลาดอย่างเต็มที่เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าความเชื่อมั่นของผู้ใช้ต่อการจ่ายเงินด้วยระบบออนไลน์เพิ่มมากขึ้น
โดย...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์
จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตและผู้ใช้สมาร์ทโฟนเป็นดัชนีสำคัญในการชี้วัดการเติบโตของเศรษฐกิจได้ดี รวมทั้งมีเงินหมุนเวียนในระบบเพิ่มขึ้นผ่านการใช้จ่ายออนไลน์ ที่เรียกว่า ไมโครเพย์เมนต์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในระบบอี-คอมเมิร์ซที่เกิดขึ้นมาหลายปีในประเทศไทย และเชื่อว่าจะได้รับความนิยมก้าวกระโดดในปีนี้จากความพยายามผลักดันของผู้ให้บริการ
แนวโน้มหนึ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลกคือ สัดส่วนการใช้จ่ายด้วยเงินสดในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคกำลังลดลง และเปลี่ยนผ่านสู่การใช้เงินอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น เช่น บัตรเครดิต บัตรเดบิต บัตรเงินสด โมบายเพย์เมนต์หรือจ่ายเงินผ่านสมาร์ทโฟน หรือที่เรียกว่ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งในต่างประเทศมีการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมาแล้วหลายปี เช่น ออสเตรเลีย ที่การซื้อของในร้านสะดวกซื้อ ใช้การจ่ายแบบนี้มากกว่าเงินสด รวมถึงฮ่องกง เกาหลี ญี่ปุ่น
ปุณณมาศ วิจิตรกุลวงศา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทรูมันนี่ กล่าวว่า การชำระเงินในรูปแบบกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ได้รับความนิยมเพราะไม่จำเป็นต้องมีบัตรเครดิต ยิ่งรูปแบบการจ่ายเป็นไมโครเพย์เมนต์ หรือการใช้จ่ายในราคาต่ำ เช่น ซื้อขนม น้ำ อาหาร ซึ่งบัตรเครดิตไม่สามารถจ่ายได้ แต่สามารถใช้วิธีจ่ายผ่านหมายเลขโทรศัพท์ที่แทบทุกคนมีใช้กันอยู่แล้ว อีกทั้งยังมีส่วนลดและโปรโมชั่นด้วย
จากข้อมูลสถิติในประเทศไทยมีการใช้บัตรเครดิต 27 ล้านใบ จากผู้ใช้ 9 ล้านคน แสดงว่ายังมีประชากรอีก 50 ล้านคน ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายจะมาใช้งานไมโครเพย์เมนต์ ยิ่งกว่านั้น ความปลอดภัยก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดให้คนหันมาใช้กันมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาหลายคนอยากซื้อของออนไลน์ผ่านระบบ อี-คอมเมิร์ซ แต่ยังกังวลเรื่องความปลอดภัย เนื่องจากบัตรเครดิตมีวงเงินค่อนข้างสูง ตั้งแต่ 3 หมื่นบาทไปจนถึงหลักล้าน หากต้องนำมาใช้ซื้อสินค้าดิจิตอลราคา 1 เหรียญสหรัฐ หรือ 30 บาท เช่น เพลง แอพพลิเคชั่น แล้วถูกเจาะระบบไปได้ คงได้ไม่คุ้มเสีย แต่การใช้กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ คือโอนเงินจากบัญชีเข้าไปไว้ในบัญชีตามหมายเลขโทรศัพท์เท่าที่ต้องการใช้ และซื้อสินค้าทันที ทำให้ผู้ใช้รู้สึกปลอดภัยมากกว่า
แน่นอนว่าช่วงแรกการเติมเงินเข้าสู่กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์อาจจะลำบาก ดังนั้นทรูมันนี่จึงสามารถเติมได้ด้วยการใช้บัตรเงินสดหรือบัตรเติมเงินเพื่อเติมเงินเข้าไปได้ด้วย เป็นการสร้างความเคยชินเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ได้ โดยปัจจุบันมีค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายอยู่ที่ 170 บาท และมี|แนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
สำหรับทรูมันนี่ตั้งเป้าเติบโตปีนี้ 15% เป็นรายได้ 2,150 ล้านบาท สัดส่วนมาจากการเติมเงินบริการมือถือ 55% จ่ายค่าบริการ 28% ใช้งานกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ 14% และใช้ชำระสินค้าต่างๆ 3%
ที่สำคัญ การที่ทรูมันนี่ไม่ได้ผูกติดบริการอยู่เฉพาะลูกค้าในกลุ่มทรู แต่ทุกคนสามารถใช้บริการได้ทั้งในประเทศ และอนาคตจะไปสู่ต่างประเทศ จะทำให้การใช้งานเติบโตเพิ่มขึ้นแน่นอน จากปัจจุบันมีผู้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น 2.3 แสนราย ใช้งานประจำ 6 หมื่นรายต่อเดือน และตั้งเป้าปีนี้เพิ่มเป็น 1 ล้านราย
สมหวัง เหลืองไพบูลย์ศรี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เพย์สบาย ผู้ให้บริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์และระบบชำระเงินออนไลน์ เปิดเผยว่า ตลาดอี-คอมเมิร์ซไทยเติบโตสูงมากในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา และเชื่อว่าจะเติบโตขึ้นอีกมหาศาล จากการใช้งานสมาร์ทโฟนและโครงข่าย 3จี ที่ให้บริการอยู่ การเปิดให้บริการช่องทางชำระเงินออนไลน์ที่ง่าย สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซสามารถรับชำระเงิน ส่วนผู้ใช้ก็สามารถชำระเงินได้หลากหลายช่องทาง
อย่างที่รู้กันว่าตลาดอี-คอมเมิร์ซไม่ได้ถูกจำกัดด้วยพื้นที่ เพียงมีอินเทอร์เน็ตก็เข้าถึงร้านค้าจากอีกมุมโลกได้ แต่ข้อจำกัดอยู่ที่วิธีการจ่ายเงิน เพย์สบาย จึงเจรจากับผู้ให้บริการในต่างประเทศ คือ ไชน่า ยูเนียน เพย์ เครดิตการ์ด ผู้ให้บริการบัตรเครดิตในจีน และอาลีเพย์ ผู้ให้บริการรับชำระเงินของผู้ให้บริการอี-คอมเมิร์ซ อาลีบาบา ห้างออนไลน์ชื่อดังจากจีน เพื่อให้คนจีนสามารถซื้อสินค้าจากไทยได้โดยรับชำระเงินผ่านเพย์สบาย และเมื่อซื้อสินค้าที่จีน คนไทยก็จ่ายเงินผ่านเพย์สบายได้เช่นกัน
อีกทั้งในปีนี้ เพย์สบายจะพัฒนาให้บัตรเติมเงินแฮปปี้เป็นบัตรเงินสด เพื่อใช้ซื้อสินค้าและบริการได้ ลักษณะเดียวกับบัตรทรูมันนี่และบัตรวันทูคอล ในเวลานี้ ซึ่งยอมรับว่าอาจดำเนินการช้ากว่าคู่แข่งทั้งสองรายไปบ้าง แต่ก็ชดเชยด้วยจุดเด่นของเพย์สบายที่เป็นผู้ให้บริการช่องทางรับชำระเงินที่หลากหลาย ทั้งธนาคาร สถาบันการเงิน เงินสด หักบัญชีธนาคาร และสามารถผ่อนชำระ 0% ทางออนไลน์ได้หลายบัตรเครดิต และในปีนี้จะมุ่งเน้นการพัฒนาแอพพลิเคชั่นบนมือถือให้ใช้ได้จากผู้ให้บริการมือถือทุกค่าย
ด้าน สุปรีชา ลิมปิกาญจนโกวิท กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอดวานซ์ เอ็มเปย์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีลูกค้าที่ใช้บริการเอ็มเปย์ 4-5 แสนราย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการใช้งานต่อเนื่อง เดือนละ 2.5 แสนราย และเอ็มเปย์ได้ร่วมมือกับบัตรเครดิตมาสเตอร์การ์ด ออกบัตรเวอร์ชวล ซึ่งเป็นบัตรเครดิตเสมือนอยู่บนสมาร์ทโฟน สำหรับใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์โดยเฉพาะ สำหรับคนที่ไม่ต้องการใช้บัตรเครดิตจริง คาดว่าจะเพิ่มฐานลูกค้าเอ็มเปย์เป็น 1 ล้านรายภายใน 1 ปี
ข้อจำกัดสำคัญของบัตรเวอร์ชวล มาสเตอร์การ์ด คือใช้บริการได้เฉพาะในประเทศ เนื่องจากใบอนุญาตที่ทางสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ออกให้ กำหนดเงื่อนไขให้สามารถทำธุรกรรมเฉพาะภายในประเทศ จึงต้องรอให้มีการแก้ไขประกาศดังกล่าวก่อน หากสามารถใช้งานต่างประเทศได้ก็จะเป็นผลดีมากขึ้น
การที่ผู้เล่นทุกรายต่างพยายามเข้ามาสร้างตลาดอย่างเต็มที่เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าความเชื่อมั่นของผู้ใช้ต่อการจ่ายเงินด้วยระบบออนไลน์เพิ่มมากขึ้น สินค้าและบริการจำนวนมากกำลังดึงดูดใจโดยใช้แคมเปญและโปรโมชั่น รับรองว่าระบบจ่ายเงินไมโครเพย์เมนต์และกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์มาแรงแน่นอน







