
‘The Japan Butterfly Effect’
หากใครอยู่ในวงการที่มีความจำเป็นต้องติดต่อคบค้าสมาคมกับญี่ปุ่นมาตลอด คงเป็นที่ทราบกันดีตั้งแต่ปีที่แล้วแล้วว่าในเดือนหน้านี้ (เม.ย. 2557) ดินแดนอาทิตย์อุทัย ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ จะเริ่มเก็บภาษีการบริโภค (Consumption tax) ที่มีลักษณะคล้ายๆ กับภาษี “แวต” หรือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax : VAT) ของบ้านเรา โดยจะเก็บเพิ่มขึ้น 3% กลายเป็น 8% และอาจเพิ่มขึ้นเป็น 10% ในอีก 18 เดือนข้างหน้า โดยเป็นที่คาดกันว่าส่วนต่างที่จะเพิ่มขึ้น 3% จะสร้างรายได้ให้กับรัฐบาลญี่ปุ่นคิดเป็นเงินประมาณ 68 ล้านล้านเยน แต่มาตรการดังกล่าวจะมีผลกระทบสำคัญคือ การลดลงของการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนในระดับมวลรวม
หากใครอยู่ในวงการที่มีความจำเป็นต้องติดต่อคบค้าสมาคมกับญี่ปุ่นมาตลอด คงเป็นที่ทราบกันดีตั้งแต่ปีที่แล้วแล้วว่าในเดือนหน้านี้ (เม.ย. 2557) ดินแดนอาทิตย์อุทัย ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ จะเริ่มเก็บภาษีการบริโภค (Consumption tax) ที่มีลักษณะคล้ายๆ กับภาษี “แวต” หรือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax : VAT) ของบ้านเรา โดยจะเก็บเพิ่มขึ้น 3% กลายเป็น 8% และอาจเพิ่มขึ้นเป็น 10% ในอีก 18 เดือนข้างหน้า โดยเป็นที่คาดกันว่าส่วนต่างที่จะเพิ่มขึ้น 3% จะสร้างรายได้ให้กับรัฐบาลญี่ปุ่นคิดเป็นเงินประมาณ 68 ล้านล้านเยน แต่มาตรการดังกล่าวจะมีผลกระทบสำคัญคือ การลดลงของการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนในระดับมวลรวม
ผลกระทบที่คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นค่อนข้างจะขัดแย้งกับทิศทางการดำเนินนโยบายของอาเบะหรือ “อาเบะโนมิกส์“ ซึ่งหนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือกระตุ้นการใช้จ่ายภาคครัวเรือนเพื่อจะนำเศรษฐกิจของประเทศออกจากภาวะเงินฝืดที่ได้ครอบงำและสร้างความซบเซาให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นในช่วงเวลาเกือบ 2 ทศวรรษหลังมาโดยตลอด แต่ดูเหมือนว่ามาตรการดังกล่าวจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผมคิดว่าสิ่งที่ได้เปลี่ยนและได้กำหนดบทบาทใหม่ในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งมีต้นกำเนิดมาจากเหตุการณ์แห่งประวัติศาสตร์เมื่อสามปีก่อนเหตุการณ์หนึ่ง
ในวันนี้ของเมื่อสามปีก่อนพอดี ตามเวลาท้องถิ่น 14.46 น. ของวันศุกร์ที่ 11 มี.ค. 2554 กลางทะเลห่างจากชายฝั่งทางภาคตะวันออกของญี่ปุ่นออกไปประมาณ 70 กิโลเมตร เกิดแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ทั่วโลกรู้สึกได้ถึงผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมของมหันตภัยธรรมชาติซึ่งสร้างความเสียหายให้ภาคครัวเรือน ภาคเศรษฐกิจ ตลอดจนชีวิตและทรัพย์สินของชาวญี่ปุ่นอย่างประเมินค่าไม่ได้ มีผู้เสียชีวิตเป็นหลักหมื่น มีผู้ที่สูญเสียที่อยู่อาศัยเป็นหลักแสน สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ คงไม่มีใครโทษใครได้นอกจากโทษ “ธรรมชาติ”
อย่างไรก็ตามการรั่วไหลของโรงงานปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในเมืองฟูกุชิมา ซึ่งถูกคลื่นสึนามิซัดนั้นถือได้ว่าเป็นคนละเหตุการณ์กัน มีหลายฝ่ายเห็นว่าเหตุการณ์ดังกล่าวอาจจะไม่เกิดขึ้น หากญี่ปุ่นมีการป้องกันระวังภัยที่ดีเพียงพอ บทเรียนดังกล่าวทำให้ชาวญี่ปุ่นเริ่มตระหนักถึงความอันตรายและมาตรฐานความปลอดภัยของการใช้พลังงานนิวเคลียร์ว่าเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด และได้นำไปสู่กระแสต่อต้านอย่างหนักจากประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งส่งผลทำให้โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งหมดของญี่ปุ่น ที่เดิมเคยเป็นแหล่งสำคัญในการผลิตไฟฟ้าถึง 30% ของอุปสงค์ในการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดจากทั่วประเทศต้องปิดตัวลงไปทั้งหมดในที่สุด โดยโรงงานโออิในเขตฟุกุอิ เป็นโรงงานนิวเคลียร์แห่งสุดท้ายที่ได้ปิดตัวลงในเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว
สภาวการณ์ดังกล่าวแม้จะเป็นข่าวดีในแง่สิ่งแวดล้อม แต่ก็ได้นำมาซึ่งแรงกดดันในแง่เศรษฐศาสตร์อย่างมหาศาลด้วย ในประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของโลกแห่งนี้ แม้จะปราศจากพลังงานไฟฟ้าจากโรงงานนิวเคลียร์แล้วแต่ก็ยังมีอุปสงค์ของการใช้ไฟฟ้าที่นับวันยิ่งจะสูงขึ้นเรื่อยๆ อยู่ดี และจำเป็นต้อง “นำเข้า” ไฟฟ้าจากต่างประเทศเป็นจำนวนมหาศาลเข้ามาทดแทน ซึ่งหากญี่ปุ่นไม่สามารถหาการ “ส่งออก” มาชดเชย “นำเข้า” พลังงานเหล่านี้ได้อย่างสมดุลแล้ว ญี่ปุ่น ก็อาจเข้าสู่สภาวะที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเชิงโครงสร้าง” ในที่สุด ซึ่งแปลเป็นภาษาชาวบ้านง่ายๆ ว่า “มีรายจ่ายจากการซื้อเพื่อนำเข้ามากกว่ารายรับจากการขายเพื่อส่งออก” แบบต่อเนื่องและเรื้อรังนี้จะเป็นการซ้ำเติมบาดแผลของภัยธรรมชาติด้วยบาดแผลทางเศรษฐกิจให้ย่ำแย่ลงไปอีก
ท่ามกลางความสิ้นหวังนี้เองกลับกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญให้ชาวญี่ปุ่นเทคะแนนเสียงให้กับพรรค LDP ซึ่งเดิมทีเป็นพรรคฝ่ายค้านในการเลือกตั้งครั้งถัดมา ชินโสะ อาเบะ ได้กลับขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งพร้อมกับแบกรับ “ความหวังใหม่” ของชาวญี่ปุ่นขึ้นมา ดัชนี Nikkei ก็ดีดตัวต้อนรับนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 นี้เช่นกัน
ในการเตรียมตัวรับมือกับภาวะทางเศรษฐกิจดังกล่าวนี้ ญี่ปุ่นจำเป็นต้องเลือกว่าจะกลับมาเปิดใช้โรงงานนิวเคลียร์อีกครั้ง เพื่อลดการพึ่งพา “การนำเข้า” พลังงานลง หรือจะกระตุ้นภาค “การส่งออก” ให้มากขึ้นกว่าเดิม และแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งดูเหมือนรัฐบาลจะเลือกอย่างหลัง ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่รัฐบาล “ทำได้” และ “ได้ทำ” แล้ว ก็คือการดำเนินนโยบายการผ่อนคลายทางการเงินในลักษณะคล้ายๆ นโยบาย QE ของสหรัฐเพื่อทำให้สกุลเงินเยนอ่อนค่าและส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของญี่ปุ่นบนเวทีโลกสูงขึ้นตามไปด้วย แต่นั่นคือเรื่องปีที่แล้ว ดูเหมือนว่าผู้ว่าธนาคารกลาง (BoJ) ฮารุฮิโกะ คุโรดะที่ “อาเบะ” วางตัวมาเองกับมือนั้น เลือกที่จะแสดงท่าทีแบบ WaitAndSee เพื่อรอดูผลกระทบของการขึ้นภาษีดังกล่าวต่อเศรษฐกิจ ก่อนจะตัดสินใจดำเนินนโยบายการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่ม
ทางด้านนโยบายการคลังเองก็เช่นกัน แม้ว่า “อาเบะ” จะตัดสินใจดำเนินการนโยบายการเก็บภาษีการบริโภคซึ่งถูกนำเสนอตั้งแต่สมัยของนายกรัฐมนตรีโยชิฮิโกะ โนดะ ในรัฐบาลก่อนหน้า เพื่อรักษาและฟื้นฟูสถานะทางการคลังของรัฐบาลในระยะยาวให้ดีขึ้น แต่บทเรียนทางการเมืองจากการดำเนินนโยบายดังกล่าวอาจไม่สู้ดีนัก ในอดีต ครั้งสุดท้ายที่มีการขึ้นภาษีในลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นในปี 2540 ภายใต้รัฐบาลของริวทาโร่ ฮาชิโมโตะ ซึ่งได้สร้างผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรงทันทีหลังจากขึ้นภาษีและได้ทำให้ริวทาโร่ ต้องออกจากตำแหน่งหลังจากนั้นไม่นาน ในครั้งนี้ “อาเบะ” จึงอาจจำเป็นต้องนำเสนอการอัดฉีดเม็ดเงินเพิ่มผ่านนโยบายการคลังมูลค่า 5 ล้านล้านเยน เพื่อบรรเทาผลกระทบของการเก็บภาษีดังกล่าวนี้
ในภาพรวม ผมอยากจะเรียกการเกิดของเหตุและผลเป็นลูกโซ่นี้ว่า Butterfly Effect ที่เดิมอาจไม่มีใครคาดคิดว่าเหตุการณ์หนึ่งๆ อย่างแผ่นดินไหวในทะเลเมื่อ 3 ปีก่อน จะส่งผลกระทบต่อเนื่องมาจนถึงในปัจจุบันผ่านตั้งแต่นโยบายด้านการพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ ดุลยภาพและอดุลยภาพทางเศรษฐกิจ ความสิ้นหวัง ความหวังใหม่ การเมือง นโยบายการเงินและการคลัง ฯลฯ ได้มากมายถึงขนาดนี้ ผมนึกย้อนกลับไปเล่นๆ ว่าถ้าไม่มีแผ่นดินไหวเมื่อ 3 ปีก่อน ญี่ปุ่นที่เรารู้จักในโลกปัจจุบันจะเป็นเช่นไร พลางนึกต่อไปว่าในอนาคต หากเรามองย้อนกลับมาในปีปัจจุบัน การขึ้นภาษีที่จะเกิดขึ้นในเดือน เม.ย.ข้างหน้านี้ ก็อาจเป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์สำคัญของสิ่งที่ใหญ่กว่าที่อาจเกิดขึ้นต่อไปอีก ในปีหน้าหรือในปีถัดๆ ไปก็เป็นได้...น่าติดตามครับ







