posttoday
เงินบาทอ่อนอย่าวางใจ"จีน"ตัวแปรใหญ่ปี"57

เงินบาทอ่อนอย่าวางใจ"จีน"ตัวแปรใหญ่ปี"57

11 มีนาคม 2557

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทของไทยสามารถแข็งค่าขึ้นได้ 0.9% จนไปแตะระดับ 32.22 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 6 มี.ค. ทว่าภายในปลายสัปดาห์เดียวกัน เงินบาทกลับอ่อนค่าสุดในรอบ 3 สัปดาห์ มาแตะที่ระดับ 32.4 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และยังมีแนวโน้มอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยทั้งปัญหาการเมืองภายในประเทศ และปัจจัยภายนอกจากการลดวงเงินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ (คิวอี) ที่มีแนวโน้มจะลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีนี้

หากพิจารณาเบื้องต้นแล้ว ทิศทางดังกล่าวน่าจะเป็น “สัญญาณบวก” ต่อภาวะเศรษฐกิจไทย ที่ต้องพึ่งพาภาคการส่งออกเป็นพิเศษในปี 2557 นี้

อย่างไรก็ตาม บรรดานักการเงินและนักเศรษฐศาสตร์ต่างให้มุมมองว่า ผู้ประกอบการของไทยยังไม่ควรเชื่อมั่นเกินไปว่า ทิศทางของค่าเงินบาทตลอดทั้งปี 2557 นี้ จะเป็นปีของเงินบาทอ่อนค่า จนเพิกเฉยต่อการทำประกันความเสี่ยงค่าเงิน (เฮดจ์) เนื่องจากยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่เป็นตัวแปรความผันผวน โดยเฉพาะสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ และล่าสุดกับ “การเคลื่อนไหวมาตรการทางการเงินของจีน” ที่ประกาศลดอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงประจำวันลง 0.18% มาอยู่ที่ 6.1312 หยวนต่อเหรียญสหรัฐ และยังมีการคาดการณ์กันด้วยว่า จีนอาจขยายช่วงกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินหยวนเพิ่มจาก 1% เป็น 2% ในเร็วๆ นี้

กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า การแข็งค่าหรืออ่อนค่าของเงินหยวนนั้น เป็นสิ่งที่รัฐบาลกรุงปักกิ่งสามารถเลือกให้เป็นในทิศทางที่ต้องการได้ โดยบางช่วงก็ให้อ่อนค่าเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง หรืออาจปล่อยให้นิ่งได้ตลอดทั้งปี หากภาวะเศรษฐกิจไปได้สวย

“ค่าเงินผันผวนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในปีนี้ จากผลกระทบการถอนวงเงินคิวอีของสหรัฐ เข้าใจว่าปีนี้ค่าเงินจะมีแรงสวิงพอสมควรเป็นระยะๆ โดยค่าเงินหยวนของจีนมีโอกาสผันผวนสูงรวดเร็วเป็นช่วงๆ ดังนั้นผู้ประกอบการส่งออกและนำเข้าจึงควรป้องกันความเสี่ยง ในปีที่แล้วผู้ประกอบการทำป้องกันความเสี่ยงค่าเงินกันมากในช่วงเงินบาทแข็งค่า แต่เริ่มทำลดลงหลังจากที่สหรัฐลดคิวอี เนื่องจากเงินบาทเริ่มอ่อนค่าลง คำถามก็คือ ผู้ประกอบการจะยังวางใจสถานการณ์ต่อหรือไม่ หากเงินบาทอ่อนค่าจนไปแตะ 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ” กอบศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ เพราะแม้ว่าค่าเงินบาทของไทยและในภูมิภาคมักสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับเงินหยวนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เช่น เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นราว 26% ในปี 2548–2551 ตามช่วงที่จีนทยอยปรับขึ้นค่าเงินหยวนให้แข็งค่าราว 21% แต่ปัจจุบันจีนไม่อยู่ในสถานะที่จะกดค่าเงินเพื่อหนุนภาคส่งออกได้ง่ายๆ เหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไป เนื่องจากถูกจับตาจากมหาอำนาจเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐ

แนวโน้มที่จีนจะปรับขยายแบนด์ หรือช่วงการเคลื่อนไหวขึ้นลงของค่าเงินหยวนที่ตรึงไว้กับค่าเงินสหรัฐ ให้ขึ้นลงได้กว้างขึ้นในระดับ 2% นั้น นอกจากจะเป็นการเปิดทางให้เงินหยวนอ่อนค่าแล้ว จีนยังเปิดช่องให้เงินหยวนสามารถดีดตัวกลับมาแข็งค่าได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน ทั้งเพื่อป้องกันตนเองจากข้อกล่าวหาการกดค่าเงิน และเพื่อยกระดับให้เงินหยวนเป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น

“ที่ผ่านมาเงินหยวนของจีนแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเก็งกำไรระหว่างจีนฮ่องกง จีนจึงมีแผนจะขยายแบนด์เพื่อสกัดการเก็งกำไรทั้งในและต่างประเทศ ขณะเดียวกันก็ยังต้องการสร้างความคุ้นชินให้ผู้ประกอบการในประเทศ ให้ชินกับการดูแลความเสี่ยงทางการเงินด้วยตัวเอง จากเดิมที่รัฐบาลช่วยดูแลมาตลอด ซึ่งจะช่วยลดภาระของรัฐบาล พร้อมยกมาตรฐานค่าเงินและผู้ประกอบการไปพร้อมกันด้วย” นลิน ฉัตรโชติธรรม ผู้ชำนาญการงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าว พร้อมคาดว่าเงินบาทในปีนี้จะเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 32–34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ ยังต้องระวังปัจจัยการเมืองระหว่างประเทศ เช่น ยูเครน และโดยเฉพาะความผันผวนทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดทุนระหว่างประเทศในระยะสั้นเป็นช่วงๆ อีกด้วย

ขณะเดียวกัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยเองนั้น เป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่ง ซึ่งมีผลต่อทั้งค่าเงินบาทและชะตากรรมของเศรษฐกิจไทยในภาพรวมทั้งระบบเห็นได้จากค่าเงินบาทที่ดีดตัวแข็งค่าขึ้นในรอบหลายสัปดาห์ทุกครั้ง เมื่อมีสัญญาณบวกทางการเมืองเกิดขึ้น เช่น ค่าเงินที่ดีดตัวสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์ เมื่อกปปส.ยกเลิก 4 เวทีการชุมนุมหลักในวันที่ 3 มี.ค. ซึ่งแน่นอนว่าดัชนีทางเศรษฐกิจรวมไปถึงค่าเงินบาทย่อมกลับมาพุ่งแรงได้อีกครั้ง หากประเทศไทยสามารถปลดล็อกการเมืองให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้อีกครั้ง

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล