posttoday
ธนาคารออมสิน : ใหญ่เกินไปที่จะปล่อยให้ล้ม?

ธนาคารออมสิน : ใหญ่เกินไปที่จะปล่อยให้ล้ม?

10 มีนาคม 2557

ผมได้รับคำถามมากมายจากลูกค้าเกี่ยวกับการอลหม่านถอนเงินฝากที่ธนาคารออมสิน (GSB) ในสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เท่าที่ผมรู้ในเวลานี้การถอนเงินฝากจากธนาคารออมสินดูเหมือนจะมีขนาดที่สามารถจัดการได้

ผมได้รับคำถามมากมายจากลูกค้าเกี่ยวกับการอลหม่านถอนเงินฝากที่ธนาคารออมสิน (GSB) ในสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เท่าที่ผมรู้ในเวลานี้การถอนเงินฝากจากธนาคารออมสินดูเหมือนจะมีขนาดที่สามารถจัดการได้

GSB ได้รายงานว่าจำนวนเงินสุทธิที่ถูกถอนออกไปเป็นจำนวนเงินประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ณ วันที่ 17 ก.พ. ในขณะที่ฐานเงินฝากรวมอยู่ที่ 1.724 แสนล้านบาท (ส.ค. 2556)

เหตุผลหลักในการถอนเงินฝากน่าจะมาจากแรงผลักดันและการชักจูงทางการเมืองเกี่ยวกับวงเงินสินเชื่อของธนาคารออมสินไปยังธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในการสนับสนุนโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล มากกว่าความเสี่ยงทางการเงินโดยรวมของธนาคารออมสิน แม้ว่าธนาคารออมสินได้ประกาศว่าได้ยกเลิกวงเงินนี้แล้ว

ธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส. อยู่ภายใต้กฎหมายพิเศษและมีแนวโน้มที่จะได้รับการสนับสนุนในระดับสูงจากรัฐบาล ทั้งสองธนาคารมีสินทรัพย์เทียบเท่ากับ 10.6% และ 6.1% ตามลำดับ ของสินทรัพย์รวมทั้งระบบของธนาคารในประเทศไทย (มิ.ย. 2556) และความมั่นคงของทั้งสองธนาคารเป็นสิ่งสำคัญสำหรับความเชื่อมั่นโดยรวมในระบบธนาคารไทย

วิกฤตเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดขึ้นก็เป็นอีกครั้งที่เราต้องเผชิญกับปัญหา (Moral Hazard) ของความเป็นไปได้ที่จะต้องใช้เงินภาษีของประชาชนมาช่วยกู้ธนาคารที่ถือว่าใหญ่เกินไปที่จะปล่อยให้ล้มได้ หรือที่เรียกกันว่า สถาบันการเงินที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม (Systemically Important Financial Institution–SIFI) ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่ภาครัฐไม่สามารถปล่อยให้ล้มได้ เนื่องจากการล้มของสถาบันการเงินดังกล่าว จะทำให้เกิดความเสียหายอย่างมหาศาล ประเด็นดังกล่าวกำลังได้รับความสนใจและมีการถกเถียงอย่างมากระหว่างหน่วยงานที่กำกับดูแลและนักการเมือง เราต้องไม่ลืมว่า ค่าเสียหายจากการกู้ธนาคารและบริษัทเงินทุนในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 (ซึ่งมีมูลค่าเสียหายประมาณ 3.27 แสนล้านบาท) ยังอยู่ในบัญชีของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) จนถึงทุกวันนี้

ประเทศไทยควรจะดำเนินการอย่างไรในการปกป้องสถาบันการเงินต่างๆ จากภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่อาจเกิดขึ้น

ลองตั้งสมมติฐานว่าถ้า SIFI มีจริง จะเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่หากเราจะระบุชื่อสถาบันการเงินดังกล่าวภายใต้บัญชีรายชื่อ SIFI ไว้ล่วงหน้า โดยไม่ต้องรอให้วิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้นเสียก่อน สถาบันการเงินเหล่านี้ควรจะมีเงินสำรอง การเปิดเผยข้อมูลและการกำกับดูแลที่เข้มข้นมากกว่าสถาบันการเงินอื่นๆ หรือไม่ และเราควรมีขั้นตอนการปฏิบัติอย่างชัดเจนในกรณีที่สถาบันดังกล่าวล้มหรือไม่ ในทางกลับกันอีกมุมมองหนึ่งคือ หากสถาบันดังกล่าวได้รับสถานะว่าใหญ่เกินที่จะปล่อยให้ล้มทำไม สถาบันเหล่านี้ยังต้องมีเงินทุนสำรองที่มากกว่าสถาบันการเงินอื่นๆ เพราะในทุกกรณีผู้ถือหุ้นในสถาบันการเงินดังกล่าวจะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลอยู่ดี นอกจากนี้ ธนาคารที่ได้รับสถานะเป็น SIFI ควรจะต้องรับภาระสนับสนุนกองทุนประกันเงินฝากมากกว่าสถาบันการเงินอื่นๆ หรือไม่ หรือเงินประกันดังกล่าวควรจะถูกนำไปใช้เพื่อคุ้มครองเงินฝากในสถาบันที่สามารถปล่อยให้ล้มได้แทน ผมเกรงว่าเราไม่มีคำตอบที่ง่ายสำหรับคำถามเหล่านี้ แต่เป็นสิ่งหนึ่งที่หน่วยงานกำกับดูแลของเราต้องรับสภาพและหาคำตอบให้ได้

วิกฤตการเงินที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่า หน่วยงานกำกับดูแลต่างๆ ไม่สามารถคาดการณ์ถึงความเสี่ยงของแต่ละธนาคารต่อระบบการเงิน (Systematic Risk) จนวินาทีสุดท้าย และไม่มีการรับประกันว่าในอนาคตหน่วยงานกำกับดูแลจะมีการจัดการดีขึ้นกว่าก่อน เป็นไปได้หรือไม่ว่า ธนาคารไหนที่ใหญ่เกินไปที่จะปล่อยให้ล้มจะใหญ่เกินไปจริงๆ และเราก็ยังไม่สามารถตอบคำถามว่าอะไรคือ “ใหญ่” หรือ “ใหญ่เกินไป” ในมุมมองของวิกฤตครั้งต่อไป และเราก็ยังไม่สามารถตอบได้ว่า หากยกเลิกระบบ SIFI จะหมายความว่า แทนที่รัฐจะช่วยสถาบันการเงินใหญ่แห่งเดียว กลายเป็นต้องไปช่วยกู้สถาบันการเงินเล็กๆ 20 แห่งหรือไม่

ผมมองว่าไม่มีสถาบันการเงินแห่งไหนอยากอยู่ในบัญชีรายชื่อ SIFI เนื่องจากสถานะดังกล่าวจะมาพร้อมกับต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการกำกับดูแลที่สูงขึ้น และมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับระบบกำกับดูแลที่มากขึ้น สิ่งที่ดีที่สุดคือหลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในสถานะของการเป็น SIFI แต่เมื่อมีเหตุจำเป็น ก็สามารถได้รับการช่วยเหลือภายใต้สถานะดังกล่าวได้ และในมุมมองของผลประโยชน์ของชาติ ผมไม่เห็นด้วยกับระบบ SIFI เพราะการตัดสินใจทางการเมือง โดยเฉพาะในยามวิกฤตมักจะถูกเบนออกจากแนวทางสนธิสัญญาและข้อตกลงต่างๆ ที่ได้เตรียมและกำหนดไว้ล่วงหน้า ในตลาดที่มีความไม่แน่นอน ทำไมสถาบันต่างๆ ถึงคิดว่าตัวเองจะอยู่ได้ตลอดโดยไม่มีวันล้มหายตายจากความยุติธรรมที่ควรจะเกิดขึ้นคือ สถาบันการเงินที่แข็งแรง มั่นคง และใหญ่เพียงพอจะสามารถอยู่รอด และสถาบันที่อ่อนแอ ไม่มั่นคงจะถูกครอบครองโดยสถาบันอื่น (Survivor of the fittest) ในระยะยาวจะมีผลดีต่อเศรษฐกิจมากกว่าหากนายทุน นายธนาคาร ทราบว่าไม่มีตาข่ายคอยรองรับในกรณีที่สถาบันดังกล่าวล้ม และในขณะเดียวกันผู้ฝากเงินจะฉลาดขึ้นด้วย โดยจะระมัดระวังมากขึ้นในการเลือกทำธุรกรรมกับธนาคาร เนื่องจากการรับประกันเงินฝากแบบไม่จำกัดวงเงินจะไม่มีต่อไปในอนาคต

ผู้อ่านสามารถส่งคำถามเกี่ยวกับการเงินส่วนบุคคลให้ผมได้ที่ teerap @truemail.co.th

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี