posttoday
จับตาการประชุมนโยบายการเงิน...กนง.จะปรับลดดอกเบี้ยหรือไม่

จับตาการประชุมนโยบายการเงิน...กนง.จะปรับลดดอกเบี้ยหรือไม่

10 มีนาคม 2557

สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย มองว่า ค่าเงินบาทมีแนวโน้มจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.20-32.50 ต่อเหรียญสหรัฐ หลังจากที่ค่าเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นมาอย่างรวดเร็วในสัปดาห์ก่อนหน้า และถือเป็นหนึ่งในค่าเงินเอเชียที่ปรับแข็งค่าขึ้นมากที่สุด รองจากค่าเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียและรูปีของอินเดีย โดยสาเหตุหลักเป็นผลจากการที่ตลาดคลายความกังวลเรื่องประเด็นการเมืองระหว่างยูเครนและรัสเซียลง ทำให้หันกลับมาเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้น ขณะที่ปัจจัยเรื่องการเมืองของไทยเองก็ผ่อนคลายแรงกดดันลงบ้าง ช่วยสนับสนุนให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นได้

สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย มองว่า ค่าเงินบาทมีแนวโน้มจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.20-32.50 ต่อเหรียญสหรัฐ หลังจากที่ค่าเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นมาอย่างรวดเร็วในสัปดาห์ก่อนหน้า และถือเป็นหนึ่งในค่าเงินเอเชียที่ปรับแข็งค่าขึ้นมากที่สุด รองจากค่าเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียและรูปีของอินเดีย โดยสาเหตุหลักเป็นผลจากการที่ตลาดคลายความกังวลเรื่องประเด็นการเมืองระหว่างยูเครนและรัสเซียลง ทำให้หันกลับมาเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้น ขณะที่ปัจจัยเรื่องการเมืองของไทยเองก็ผ่อนคลายแรงกดดันลงบ้าง ช่วยสนับสนุนให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นได้

สำหรับในสัปดาห์นี้ปัจจัยการเมืองน่าจะกลับมาเป็นประเด็นที่ตลาดให้ความสนใจมากขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะประเด็นการนัดรับฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเรื่อง พ.ร.บ.ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ในวันพุธที่ 12 มี.ค. ขณะที่ในวันเดียวกันนั้นเองก็จะมีการประชุมนโยบายการเงิน ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่ามีโอกาสที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงได้ตามภาวะเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอ

สองประเด็นดังกล่าวทำให้เรามองว่าค่าเงินบาทน่าจะอยู่ในแนวโน้มกดดันจนน่าจะไม่สามารถปรับแข็งค่าขึ้นไปได้มากกว่านี้นัก สำหรับปัจจัยอื่นๆ ที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ตัวเศรษฐกิจสำคัญจากจีน (การปล่อยสินเชื่อ ยอดค้าปลีก การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร) และจากสหรัฐ (ยอดค้าปลีก ความเชื่อมั่นผู้บริโภค) โดยหากตัวเลขจากจีนยังส่งสัญญาณชะลอลงอาจเป็นแรงกดดันเพิ่มเติมให้แก่สินทรัพย์ในเอเชียโดยรวมได้

นอกจากนี้ หากประเมินจากปัจจัยทางเทคนิคแล้ว ดัชนี Relative Strength Index (RSI) กำลังปรับลดลงเข้าใกล้กรอบล่างอยู่ ซึ่งสะท้อนว่าอาจกำลังมีการเข้าซื้อเงินบาทและขายเงินดอลลาร์ที่มากจนเกินไป และกำลังส่งสัญญาณว่าอาจมีการเปลี่ยนทิศทางได้ในเร็วๆ นี้ ซึ่งหมายความว่า ผู้นำเข้าอาจไม่ควรวางใจมากจนเกินไปถึงการปรับแข็งค่าของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่สำหรับผู้ส่งออกอาจหมายถึงว่าโอกาสกำลังจะมาถึง เราจะเห็นได้ว่าในช่วงนี้ ทิศทางค่าเงินสามารถคาดเดาได้ยาก เพราะมีตัวแปรที่อยู่เหนือการควบคุมค่อนข้างมาก การปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนจึงถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการป้องกันความเสี่ยงของธุรกิจ

ทั้งนี้ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 32.60 ตามความกังวลเรื่องข้อขัดแย้งระหว่างยูเครนและรัสเซียที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง แต่ในช่วงกลางสัปดาห์ความเห็นของผู้นำรัสเซียว่าการเข้าแทรกแซงยูเครนด้วยกำลังทหารจะเป็นทางเลือกสุดท้ายของรัสเซีย ความเห็นดังกล่าวส่งผลให้ตลาดปรับลดความกังวลลงอย่างรวดเร็ว และหนุนให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้นไปแตะระดับ 32.20 ซึ่งเป็นระดับแข็งค่าสุดรอบสัปดาห์ และเคลื่อนไหวในระดับที่ค่อนข้างแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 32.26 ในช่วงการซื้อขายที่เอเชีย (ณ วันศุกร์ เวลา 18.30 น.)

หากลองพิจารณาในแง่ของภาวะเงินทุนไหลเข้าในสัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มเห็นการกลับเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติ ทั้งในตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้น เป็นจำนวนซื้อสุทธิ 1.44 หมื่นล้านบาท และ 4,150 ล้านบาท ตามลำดับ ในตลาดพันธบัตร อัตราการกู้ยืมของรัฐบาลยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนให้เห็นถึงการคาดการณ์ของตลาดเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมสัปดาห์นี้

สำหรับในส่วนของหุ้นกู้ภาคเอกชน มีการซื้อขายคึกคักมากขึ้นตามตลาดพันธบัตรรัฐบาล โดยหุ้นกู้มีปริมาณการซื้อขายกันมากในตลาดรองเป็นกลุ่มอายุประมาณ 1 เดือน อันดับความน่าเชื่อถือ A (ผลตอบแทนที่ซื้อขายกันประมาณ 2.602.65%) และกลุ่มอายุประมาณ 45 ปี อันดับความน่าเชื่อถือ AAA (ผลตอบแทนที่ซื้อขายกันประมาณ 3.99-4.05%) และกลุ่มอายุประมาณ 89 ปี อันดับความน่าเชื่อถือ A (ผลตอบแทนที่ซื้อขายกันประมาณ 4.604.63%) นอกจากนี้ ยังมีการเสนอขายหุ้นกู้หลายกลุ่มในตลาดแรก อาทิ กลุ่มสื่อสาร (อันดับเครดิต BBB อายุ 1 ปี 8 เดือน ถึง 4 ปี โดยให้ผลตอบแทนระหว่าง 4.805.40%) และหุ้นกู้กลุ่มพาณิชย์ (อันดับเครดิต A อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.63%)

สำหรับการปรับตัวของค่าเงินสกุลหลักอย่างยูโรนั้น เห็นการเคลื่อนไหวอยู่ในแนวโน้มที่แข็งค่าอยู่ต่อเนื่อง โดยเงินยูโรเปิดตลาดที่ระดับ 1.3785 และได้รับแรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจที่ส่งสัญญาณที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ ตัวเลข GDP ไตรมาส 4 ปี 2013 ที่คอนเฟิร์มว่า GDP สามารถขยายตัวได้ 0.3% จากไตรมาสก่อนหน้า ประกอบกับช่วงปลายสัปดาห์มีการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ซึ่งหลังการประชุมได้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับเดิม คือ 0.25%

อย่างไรก็ตาม ความเห็นของประธานธนาคารกลางยุโรปที่ส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจอาจไม่จำเป็นต้องได้รับการกระตุ้นเพิ่มเติม ซึ่งความเห็นดังกล่าวหนุนให้ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วไปแตะที่ระดับ 1.3907 ช่วงปลายสัปดาห์ (ณ วันศุกร์ เวลา 18.30 น.) ในส่วนของค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอย่างผันผวน ต้นสัปดาห์ เปิดตลาดที่ระดับ 101.54 จากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยของนักลงทุน แต่หลังจากนักลงทุนในตลาดโลกลดความกังวลลง เงินเยนในระหว่างสัปดาห์ปรับขึ้นไปแตะระดับอ่อนค่าสุดที่ 103.16 โดยแรงขับเคลื่อนส่วนใหญ่เป็นผลจากจิตวิทยาในตลาดโลกเป็นสำคัญ ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจญี่ปุ่นไม่ได้มีผลในการเคลื่อนไหวสัปดาห์นี้มากนัก เงินเยนปิดตลาดที่ระดับ 102.92 (ณ วันศุกร์ เวลา 18.30 น.)

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท