posttoday
นักวิเคราะห์เสียงแตกไม่ฟันธง กนง.ลดดอกเบี้ย

นักวิเคราะห์เสียงแตกไม่ฟันธง กนง.ลดดอกเบี้ย

09 มีนาคม 2557

มรสุมข่าวร้ายพัดกระหน่ำเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งทำให้หน่วยงาน

มรสุมข่าวร้ายพัดกระหน่ำเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งทำให้หน่วยงานพยากรณ์เศรษฐกิจทุกแห่งต้องปรับลดประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปี 2557 ลงมาแทบทั้งสิ้น

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับลดคาดการณ์จีดีพีจาก 4-5% เหลือ 3-4% เพราะการลงทุนภาครัฐที่คาดหวังจะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจสะดุดลง เนื่องจากอยู่ในช่วงรัฐบาลรักษาการที่ยาวนาน ขณะที่กระทรวงการคลังประเมินว่าปีนี้เศรษฐกิจจะขยายตัวเพียง 3.1% และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่าอาจจะต่ำกว่า 3%

เมื่อพิจารณาตัวเลขทางการล่าสุด พบว่าเครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจดิ่งหัวลงแทบทุกตัว การส่งออกในเดือน ม.ค.ที่พบว่าขยายตัวติดลบ 1.98% มูลค่าส่งออกอยู่ที่ 1.79 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นตัวเลขที่ผิดความคาดหมาย และเมื่อดูตัวเลขการนำเข้าวัตถุดิบซึ่งเป็นปัจจัยที่ชี้วัดแนวโน้มการผลิตและการส่งออกในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า ก็มีสัญญาณไม่ดีนัก การนำเข้าหดตัว 15.5%

ขณะที่การลงทุนภาครัฐและเอกชนทรุดต่ำลง โดยเฉพาะการลงทุนภายใต้เงินกู้พิเศษในโครงการของรัฐ ทั้งการลงทุนระบบน้ำและโครงสร้างพื้นฐานน่าจะหายไปจากคาดการณ์ไว้ไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท ขณะที่งบลงทุนปีงบ 2557 ที่มีงบเบิกจ่าย 4 แสนล้านบาท ต้องชะงักลงช่วงรัฐบาลรักษาการ ที่สำคัญไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลและการชุมนุมทางการเมืองจะยุติลงเมื่อใด

ด้านดัชนีความเชื่อมั่นการผลิตเดือน ม.ค. หดตัว 6.4% ต่ำสุดในรอบ 10 เดือน ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคล่าสุดในเดือน ก.พ. ยิ่งสะท้อนภาพของความไม่มั่นใจของผู้บริโภค โดยอยู่ที่ 69.9 ต่ำสุดในรอบ 12 ปี ส่วนการบริโภคมีสัญญาณชะลอตัวชัดเจนขึ้น

เหล่านี้เป็นปัจจัยที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะต้องหยิบยกขึ้นมาหารือและพิจารณาว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จากปัจจุบันที่อยู่ที่ระดับ 2.25% ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมือง และอัตราเงินเฟ้อ 2 เดือนแรกยังอยู่ในระดับที่ต่ำ 1.95% และยังต้องลุ้นว่า กนง.เสียงข้างมากจะคล้อยตามเสียงข้างน้อยในการประชุม กนง. เมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา หรือไม่

เพราะการประชุมดังกล่าว กรรมการ กนง. 4 เสียง จาก 7 เสียง มีมติให้คงดอกเบี้ย เพราะประเมินว่านโยบายการเงินที่ผ่อนปรนในปัจจุบันยังคงเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในสภาวะที่สถานการณ์การเมืองและผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นปัจจัยเสี่ยงระยะสั้นและพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังสามารถรองรับความเสี่ยงดังกล่าวได้ ประกอบกับการรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศยังคงเป็นปัจจัยสำคัญเพื่อวางพื้นฐานที่มั่นคงสำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

ขณะที่ท่าทีของ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. มีแนวโน้มว่าไม่เห็นด้วยกับการลดอัตราดอกเบี้ย เพราะอาจไม่มีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการบริโภค

ส่วนนักวิเคราะห์เองก็มีมุมมองที่ต่างกันไปในสองทิศทาง ทั้งที่เชื่อว่า กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยเพื่อตุนกระสุนไว้รับมือกับภาวะเศรษฐกิจในอนาคต ขณะที่อีกกลุ่มเห็นว่าตัวเลขเศรษฐกิจเดือน ม.ค. ที่ต่ำกว่าคาดมาก จะทำให้ กนง.ตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอีก 0.25% เหลือ 2%

เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ศูนย์วิจัยประเมินว่าที่ประชุม กนง. วันที่ 12 มี.ค.นี้ จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.25% เพื่อติดตามภาวะเศรษฐกิจอีกระยะหนึ่ง เพราะแม้ว่าดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจหลายตัวในช่วงปลายปีที่ผ่านมาจนถึงต้นปีนี้จะออกมาไม่ดีนัก เช่น ตัวเลขการส่งออก การลงทุนและการบริโภค แต่หากพิจารณาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจจากอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ที่ 2.4% แล้ว การผ่อนคลายนโยบายทางการเงินก็ยังมีข้อจำกัด

“ปัญหาความขัดแย้งในยูเครนขณะนี้ ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ กนง.อาจต้องติดตาม เพราะมีความเสี่ยงที่จะกดดันราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดให้สูงขึ้น เราจึงมองว่าครั้งนี้น่าจะคงดอกเบี้ยไว้ก่อน เพราะหากมีความจำเป็นต้องผ่อนคลายนโยบายการเงินจริงๆ ก็ยังทำได้ในรอบหน้า” เชาว์ กล่าว

ศูนย์วิจัยยังมองว่า การปรับลดดอกเบี้ยในขณะนี้ก็อาจมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ไม่มากนัก เมื่อพิจารณาจากระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงกว่า 80% ของจีดีพี ส่งผลให้การบริโภคในประเทศชะลอตัว ขณะที่ธุรกิจธนาคารพาณิชย์เองก็ได้เพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อมากขึ้นในระยะหลังเพื่อควบคุมความเสี่ยง การลดดอกเบี้ยจึงช่วยได้ในแง่การบรรเทาภาระการผ่อนหนี้ของผู้บริโภคและผู้ประกอบการมากกว่า

แต่ อมรเทพ จาวะลา หัวหน้าส่วนวิจัยเศรษฐกิจและตลาดการเงิน สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กลับเห็นว่า มีโอกาสที่ กนง.จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในรอบนี้ หากพิจารณาจากการหดตัวของอุปสงค์ในประเทศและภาระดอกเบี้ยจากหนี้ครัวเรือนที่กดดันการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนในปัจจุบัน โดยเชื่อว่าการลดดอกเบี้ยจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้ ขณะที่สภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ก็มีแนวโน้มผ่อนคลาย เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำและความกังวลต่อเงินทุนไหลออกที่ยังมีไม่มาก

เช่นเดียวกับศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (อีไอซี) ที่ประเมินว่า ด้วยความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการเงินในระดับต่ำขณะนี้ จะช่วยให้ กนง.สามารถลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายทางการเงินของภาคเอกชนในภาวะที่เศรษฐกิจกำลังอ่อนแอได้

นอกจากนี้ อีไอซียังเห็นว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในช่วงนี้ไม่น่าจะเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดและไปกระตุ้นให้ภาคครัวเรือนมีการก่อหนี้เพื่อการบริโภคเพิ่มขึ้น ทำให้คาดว่าในการประชุมครั้งนี้ กนง.จะลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% และอีกครั้งภายในครึ่งปีแรก

ด้าน วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการ สายงานวิจัยลูกค้าบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง เห็นว่า แม้ กนง.จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง เมื่อรวมกับการที่ประกาศตาม พ.ร.ก.ในสถานการณ์ฉุกเฉิน กำลังจะครบกำหนด 60 วัน ตามที่ประกาศไว้ หรือวันที่ 22 มี.ค.นี้ แต่เชื่อว่าดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสน้อยจะดีดตัวขึ้นแรง (รีบาวด์) เนื่องจากตลาดหุ้นไทยได้รับรู้ข่าวมาพอสมควรแล้ว เพราะสุดท้ายนักลงทุนจะดูที่ความรุนแรงของการชุมนุมหรือข้อสรุปของสถานการณ์การเมืองที่เป็นอยู่ว่าตกลงการจัดตั้งรัฐบาลใหม่มีเมื่อไร

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท