
กระเบื้องปูพื้นบุผนังยังรุ่งคอตโต้ควงอิตาลีรุกตลาด
คอตโต้ระบุวิกฤตไม่สะเทือนตลาดกระเบื้องจับมือพันธมิตรระดับโลกจากอิตาลีผลิตกระเบื้องหรู
คอตโต้ระบุวิกฤตไม่สะเทือนตลาดกระเบื้องจับมือพันธมิตรระดับโลกจากอิตาลีผลิตกระเบื้องหรู
นายอนุวัตร เฉลิมไชย แบรนด์ไดเร็กเตอร์ คอตโต้ บริษัท เซรามิคซิเมนต์ไทย เปิดเผยว่า กระเบื้องปูพื้นและบุผนังที่มีมูลค่าตลาดในประเทศ 2 หมื่นล้านบาท ยังไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและการเมือง โดยจะเห็นได้จากอัตราการเติบโตในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.ก.พ.) ที่เติบโตถึง 3 เท่าตัว จากเดิมคาดว่าจะเติบโตเพียง 2 เท่าตัว เท่ากับปี 2556
“ตลาดกระเบื้องปูพื้นและบุผนังในปีนี้เชื่อว่ายังคงเติบโต เพราะความต้องการใช้งานมีอยู่สูงมาก การปรับปรุงซ่อมแซมบ้านยังมีอยู่ แม้ว่าที่ผ่านมาเศรษฐกิจในประเทศจะผันผวน โดยกระเบื้องนั้นมีหลากหลาย ตั้งแต่หลักร้อยจนถึงหลักพันบาทต่อตารางเมตร จึงเป็นทางเลือกให้กับผู้ที่ต้องการใช้วัสดุตกแต่ง” นายอนุวัตร กล่าว
สำหรับปีที่ผ่านมา บริษัทได้จับมือกับพันธมิตรระดับโลกจากอิตาลี คือ ฟลอริม มูติน่า และลามินั่ม ในการสร้างสรรค์กระเบื้องหรูในคอลเลกชั่น คอตโต้ อิตาเลีย ซึ่งเป็นกระเบื้องขนาดใหญ่พิเศษ 80x180 ซม. มีระดับราคาขาย 3,000-4,000 บาทต่อตารางเมตร นำเข้าจากอิตาลี ซึ่งโรงงานจากอิตาลีมีกำลังการผลิต 20 ล้านตารางเมตรต่อปี โดยปีที่ผ่านมาสามารถสร้างยอดขายในประเทศไทยได้ 100 ล้านบาท ในปีนี้คาดว่าจะสร้างยอดขายไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท และตั้งเป้าว่าภายใน 3 ปีจะสร้างยอดขายไม่ต่ำกว่า 300-400 ล้านบาท โดยบริษัทมีแผนจะเปิดตัวคอลเลกชั่นใหม่ปีละ 3 คอลเลกชั่น
ขณะที่กลยุทธ์การสร้างแบรนด์นั้น คอตโต้ได้เข้าไปออกแบบและปรับปรุงห้องน้ำที่สนามบินสุวรรณภูมิ และล่าสุดได้ไปดำเนินการต่อที่สนามบินมัลเพนซ่า เมืองมิลาน อิตาลี
ทั้งนี้ ปัจจุบันกระเบื้องบุผนังระดับไฮเอนด์อยู่ที่ 5% ของมูลค่าตลาดรวม 2 หมื่นล้านบาท แต่สินค้าดังกล่าวสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่ากระเบื้องปกติ 3-4 เท่าตัว ซึ่งการทำตลาดในสินค้ากลุ่มนี้นั้นจะทำตลาดแบบบีทูบี โดยอาศัยการให้บริการและทำตลาดผ่านสถาปนิก โดยบริษัทมีศูนย์ให้บริการอยู่ที่ดอนเมือง เชียงใหม่ ภูเก็ต
ขณะเดียวกัน ในช่วงกลางปีนี้ จะเปิดคอนเซปต์โชว์รูมคอตโต้ที่อาคาร SQ1 สยามสแควร์ ซึ่งผลิตภัณฑ์แบรนด์คอตโต้ ได้แก่ กระเบื้องปูพื้นและบุผนัง สุขภัณฑ์ และก๊อกน้ำ ซึ่งปี 2556 ที่ผ่านมา สร้างยอดขายรวมกว่า 1 หมื่นล้านบาท







