posttoday
เปิดใจทูตภูฏาน สัมผัสโอท็อป ใช้ไทยเป็นต้นแบบพัฒนาสินค้า

เปิดใจทูตภูฏาน สัมผัสโอท็อป ใช้ไทยเป็นต้นแบบพัฒนาสินค้า

07 มีนาคม 2557

สินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอท็อป) ของไทย ได้รับความสนใจจากประเทศภูฏาน

โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน

สินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอท็อป) ของไทย ได้รับความสนใจจากประเทศภูฏาน โดย “สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก” ได้มีพระราชดำรัสให้ศึกษาแนวทางการพัฒนาสินค้าโอท็อปอย่างจริงจัง และได้ให้ “เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรภูฏาน ประจำประเทศไทย” มาเยี่ยมชมงานสินค้าโอท็อปของไทย เพื่อนำแนวทางการพัฒนาสินค้าโอท็อปไปใช้ในประเทศภูฏาน เพราะพระองค์มีพระประสงค์ที่จะพัฒนาสินค้าท้องถิ่น และอยากให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

เกซัง วังดี เอกอัครราชทูตภูฏาน ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า การเข้ามาดูงานโอท็อปของไทยในครั้งนี้ และได้เข้าไปชมงาน โอท็อป ซิตี้ 2013 ที่จัดขึ้นในวันที่ 29 ม.ค.6 ก.พ. 2557 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ที่ผ่านมา เพราะเป็นโครงการในพระราชดำริของสมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ที่ทรงเห็นว่า โครงการโอท็อป เป็นโครงการช่วยเหลือประชาชน จึงอยากนำแนวคิดนี้ไปใช้ช่วยเหลือประชาชนในประเทศให้เป็นผลสำเร็จ

สำหรับการเข้ามาศึกษา เพราะอยากเห็นความสำเร็จในสินค้าโอท็อปของไทยว่าเริ่มต้นมีการพัฒนาอย่างไร จึงสามารถขยายตลาดไปได้ทั่วโลก โดยประเทศไทยถือเป็นประเทศต้นแบบที่มีความสำเร็จ ทำให้ต้องเข้ามาศึกษางานโอท็อปด้วยตัวเอง

ทั้งนี้ ประเทศภูฏาน ยังไม่มีสินค้าโอท็อปอย่างชัดเจน มีเฉพาะสินค้าพื้นเมือง ที่มีปัญหาเรื่องการพัฒนารูปแบบ การออกแบบ แนวทางทำตลาด โปรโมท การออกแบบบรรจุภัณฑ์ (แพ็กเกจจิ้ง) พร้อมกันนี้ได้เข้ามาศึกษาวิธีส่งเสริมด้านสินเชื่อจากสถาบันการเงิน วิธีการกู้ยืมเงิน และการให้สินเชื่อต่างๆ มีวิธีการอย่างไร เพราะในประเทศยังไม่มีโครงการดังกล่าว โดยเมื่อมาศึกษาข้อมูลจากภาครัฐของไทย จึงอยากนำแนวทางการทำโครงการโอท็อปไปปรับใช้กับประเทศภูฏาน รวมทั้งอยากได้รับการสนับสนุนจากประเทศไทยในหลายด้าน

“เราเข้ามาศึกษาแนวคิดว่าทำไมการพัฒนาโอท็อปในประเทศไทย จึงประสบความสำเร็จ เป็นโครงการในพระราชดำริของสมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ที่ทรงเห็นว่าเป็นโครงการช่วยเหลือประชาชน จึงอยากนำแนวคิดนี้ไปใช้ช่วยเหลือประชาชนในประเทศ” เกซัง กล่าว

ยกตัวอย่างสินค้าพื้นเมืองในประเทศภูฏาน จะเกี่ยวข้องกับงานศิลปะ งานไม้ งานแกะสลัก เสื้อผ้า ผ้าทอ และเครื่องประดับจากเงิน และรูปปั้นพระพุทธรูป เป็นต้น ซึ่งมีคุณภาพที่ดีมาก และมีการพัฒนาจากรุ่นสู่รุ่น ถือว่าเป็นสินค้าที่สามารถพัฒนาเพื่อส่งออกไปต่างประเทศได้อย่างแน่นอน รวมทั้งสามารถพัฒนาสินค้าให้หลากหลาย มีรูปแบบเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งสามารถพัฒนาให้เป็นสินค้าแฟชั่น สินค้าเครื่องแต่งกาย และเครื่องสำอาง เป็นต้น

“ได้เข้ามาเรียนรู้แนวทางการพัฒนาโอท็อปของไทย มั่นใจว่าจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีของประเทศไทยและประเทศภูฏานในหลายมิติ รวมทั้งจะสร้างความสัมพันธ์ของสองประเทศให้แนบแน่นมากขึ้น โดยเมื่อเข้ามาศึกษาแล้ว ก็จะเริ่มนำโครงการนี้ไปใช้ในประเทศให้เร็วที่สุด” เกซัง กล่าว

หากไปสำรวจอาชีพของชาวภูฏาน ส่วนใหญ่จะทำการเกษตรและทำฟาร์ม โดยมุ่งผลิตเพื่อบริโภคในครอบครัวและภายในประเทศ ซึ่งมีการส่งออกสินค้าการเกษตรไปในประเทศอินเดีย ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย แล้ว แต่มีจำนวนไม่มากนัก และสามารถพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพการส่งออกได้มากขึ้น

“ไม่มีความกังวลกับสถานการณ์การเมืองในประเทศไทย มีความเชื่อมั่นกับประเทศไทยที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมา มีวัฒนธรรม เรามีความเชื่อมั่นกับจิตวิญญาณของคนไทย และเรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับไทยมายาวนาน มีความมั่นใจกับประเทศไทยสูงมาก” เกซัง กล่าว

เกซัง กล่าวทิ้งท้ายว่า สถานทูตภูฏาน ประจำประเทศไทย ร่วมกับการท่องเที่ยวของภูฏาน ได้จัดแคมเปญให้แก่คนไทยที่จะไปท่องเที่ยวประเทศภูฏาน ในราคาพิเศษ เพื่อร่วมฉลองความสัมพันธ์ที่ดีของสองประเทศ ซึ่งได้จัดแคมเปญแล้วโดยผ่านการท่องเที่ยวของภูฏาน

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ