
กสิกรชู‘ยุโรปเอเชียจีน’เด่น
เศรษฐกิจฟื้นตัวราคาหุ้นยังไม่แพง‘ทหารไทย’ตั้งทริกเกอร์ฟันด์ซื้อหุ้นญี่ปุ่น
เศรษฐกิจฟื้นตัวราคาหุ้นยังไม่แพง‘ทหารไทย’ตั้งทริกเกอร์ฟันด์ซื้อหุ้นญี่ปุ่น
บลจ.กสิกรชู 3 กองทุนนอก “ยุโรปเอเชียจีน” ฟาก “ทหารไทย” ขายกองหุ้นญี่ปุ่น ตั้งเป้า 10% ใน 1 ปี
นายนาวิน อินทรสมบัติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย เปิดเผยว่า ปีนี้บริษัทแนะนำให้ลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะในแถบประเทศยุโรปและเอเชีย เนื่องจากเศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง กำไรบริษัทจดทะเบียนมีแนวโน้มเติบโตได้ดีและอัตราส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ยังอยู่ในระดับต่ำ
สำหรับระดับราคาหุ้นยุโรป แม้จะปรับตัวขึ้นมาระดับหนึ่ง แต่ยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าอดีต โดยอัตราส่วนพี/อีของดัชนี MSCI Europe ในเดือน ก.พ. อยู่ที่ประมาณ 14 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่ประมาณ 16 เท่า กำไรจึงมีแนวโน้มเติบโตขึ้นได้
“ตัวเลขเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของประเทศในกลุ่มยูโรโซนส่งสัญญาณเชิงบวกมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2557 ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจในกลุ่มยูโรโซนจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ 1% ในปีนี้ จากปี 2556 หดตัวลง 0.4% ธนาคารกลางยุโรปก็แสดงจุดยืนที่จะดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม” นายนาวิน กล่าว
ล่าสุด คงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำที่ 0.25% สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนยังไหลเข้าตลาดการเงินยุโรปต่อเนื่อง
ขณะที่ภูมิภาคเอเชียได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว อาทิ สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งส่งสัญญาณฟื้นตัว ส่งผลบวกต่อเนื่องมายังประเทศในเอเชีย ซึ่งเศรษฐกิจส่วนใหญ่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ขณะที่การปรับลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของสหรัฐ อาจก่อให้เกิดความกังวลต่อตลาดเกิดใหม่และกระแสเงินทุนไหลออกจากเอเชียในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวเศรษฐกิจเอเชียยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยในปี 2557 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็ม เอฟ) คาดว่า เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเอเชียกำลังพัฒนาจะขยายตัวได้ 6.7% สูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วที่เฉลี่ยประมาณ 2.2% ส่งผลบวกต่อผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนและระดับราคาหุ้นเอเชีย ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต โดยพี/อีปัจจุบันของดัชนี MSCI Asia ExJapan Small Cap อยู่ที่ประมาณ 12 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ยระยะยาว 10 ปี ที่ 21 เท่า
อย่างไรก็ดี สถานการณ์ตลาดหุ้นจีนตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ปรับตัวลงกว่า 5% จากความกังวลเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และสภาพคล่องในตลาดที่ตึงตัว ซึ่งแรงกดดันดังกล่าวน่าจะเกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ จากตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัวกลับออกมาดี เช่น ยอดเกินดุลการค้าที่เพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดไว้ และตัวเลขการปล่อยสินเชื่อของจีนที่ได้ขยายตัวสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในช่วงเดือน ม.ค. โดยสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นทำให้เม็ดเงินกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของจีน ตลาดจึงคลายกังวลกรณีเศรษฐกิจจีนอาจชะลอตัวลง
ปัจจุบัน บลจ.กสิกรไทย มีกองทุนที่ลงทุนใน 3 ประเทศ ได้แก่ กองทุนเปิด เค ไชน่า หุ้นทุน (KCHINA) กองทุนเปิด เค เอเชียน สมอลเลอร์ หุ้นทุน (KASIA) และกองทุนเปิด เค ยูโรเปียน หุ้นทุน (KEUROPE) เป็นทางเลือกในการลงทุน
ด้าน นายสมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทหารไทย กล่าวว่า บริษัทเปิดขายกองทุนเปิดทหารไทย Japan Equity Trigger 10% มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนหลัก Nikkei 225 Exchange Traded Fund บริหารจัดการโดย บลจ.โนมูระ ประเทศญี่ปุ่น มีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไม่น้อยกว่า 90% ตลอดเวลา โดยจะเสนอขายวันที่ 10-14 มี.ค. 2557
ทั้งนี้ กองทุนตั้งเป้าหมายกำไรรวม 10% ใน 1 ปี โดยระหว่างทางเมื่อมูลค่าหน่วยลงทุนมากกว่าหรือเท่ากับ 10.5 บาท หรือ 5% จะรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติและเมื่อมูลค่าหน่วยลงทุนมากกว่าหรือเท่ากับ 11 บาท บริษัทจะสับเปลี่ยนทรัพย์สินของกองทุนที่เหลือทั้งหมดให้ผู้ถือหน่วยลงทุนทุกราย
“การฟื้นตัวของหุ้นญี่ปุ่นถือเป็นโอกาสของผลตอบแทนและช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับนักลงทุนได้ ในขณะที่ภาครัฐของญี่ปุ่นกำลังดำเนินตามแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจังนั้นเชื่อได้ว่าจะทำให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจมีการปรับตัวและส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมฟื้นตัวขึ้นได้ นอกจากนั้นเมื่อพิจารณาถึงสภาพแวดล้อมและค่าความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจเองโดยตรง เช่นมุมมองจากดัชนี Large Enterprise Tankan Index ก็ออกมาใกล้ระดับเดิมก่อนเกิดวิกฤตซับไพร์มเมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา และเมื่อมองในเชิงเปรียบเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วนั้น ระดับราคาหุ้นญี่ปุ่น (คือ อัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (P/EPS) และ ราคาต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (P/BV) ) มีมูลค่าพื้นฐานที่ยังคงต่ำกว่าหุ้นสหรัฐอเมริกาและหุ้นยุโรปอยู่ และนับแต่ต้นปีกระแสเงินทุน (Fund Flow) ก็ยังคงไหลเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังมีความผันผวนไม่แน่นอนจากแรงกดดันทางการเมืองในช่วงนี้ จึงถือเป็นโอกาสทางการลงทุนที่ดี
นายสมจินต์ กล่าวว่า กองทุนหลักเป็นกองทุนอีทีเอฟที่ลงทุนตามดัชนี Nikkei 225 ซึ่งประกอบด้วย หุ้นบลูชิพบริษัทญี่ปุ่นชั้นนำ ถือเป็นกองทุนอีทีเอฟที่ได้รับความนิยมอย่างสูง มีขนาดกองทุนที่ใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกับกองทุนในลักษณะเดียวกันในตลาดหุ้นโตเกียว มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิสูงถึง 1.8 ล้านล้านเยน ข้อมูล ณ วันที่ 31 ม.ค. 2557
นอกจากนี้ ส่วนประกอบของดัชนี Nikkei 225 มีความสมดุลของกลุ่มอุตสาหกรรมที่ดี ประกอบด้วยหุ้นบลูชิพบริษัทจดทะเบียนเจ้าของแบรนด์ระดับโลกที่คุ้นเคย เช่น โตโยต้า ฮอนด้า โซนี่ พานาโซนิค แคนนอน อาซาฮี คาโอ ยูนิโคล่ และเซเว่นอีเลฟเว่น เป็นต้น
ด้านผลการดำเนินงาน 2 เดือนแรกปี 2557 ของทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นในปัจจุบันผลงานไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับฐานลงมาหลังจากปี 2556 เป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดประมาณ 56% โดยกองทุนเปิดอเบอร์ดีน เจแปน ออพพอร์ทูนิตี้ส์ ฟันด์ ติดลบ 2.01% กองทุนเปิดแอสเซท พลัส นิปปอน โกรท ติดลบ 5.64%
กองทุนเปิดทิสโก้ เจแปน อิควิตี้ ติดลบ 7.41% กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ นิกเกอิ 225 ดิวิเดนด์ ติดลบ 8.29% กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ นิกเกอิ 225 ติดลบ 8.29% กองทุนเปิดวรรณ เจแปน ฟันด์ ติดลบ 8.78%







