
ถอดสูตรสำเร็จ วินามิลค์ยักษ์อุตฯ นมอาเซียน
หากย้อนมองอุตสาหกรรมนมในอาเซียน คงปฏิเสธไม่ได้ว่าวินามิลค์ (VINAMILK) คือ ผู้เล่นที่มีความแข็งแกร่งและมีศักยภาพการเติบโตโดดเด่นที่สุด เพราะนอกจากจะเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมรายใหญ่ที่สุดของเวียดนามแล้ว VINAMILK ยังครองตำแหน่งผู้ผลิตสินค้าคุณภาพอันดับ 1 ของเวียดนามมาโดยตลอด รวมทั้งยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารของเอเชียที่มีผลกำไรสูงสุดอย่างต่อเนื่องอีกด้วย อะไรคือปัจจัยที่ผลักดันให้ VINAMILK ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และอะไรคือสิ่งที่ผู้เล่นไทยควรเรียนรู้และนำมาปรับใช้ เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันก่อนก้าวเข้าสู่ยุค AEC อย่างเต็มตัวในอีกไม่ถึง 2 ปีข้างหน้า
หากย้อนมองอุตสาหกรรมนมในอาเซียน คงปฏิเสธไม่ได้ว่าวินามิลค์ (VINAMILK) คือ ผู้เล่นที่มีความแข็งแกร่งและมีศักยภาพการเติบโตโดดเด่นที่สุด เพราะนอกจากจะเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมรายใหญ่ที่สุดของเวียดนามแล้ว VINAMILK ยังครองตำแหน่งผู้ผลิตสินค้าคุณภาพอันดับ 1 ของเวียดนามมาโดยตลอด รวมทั้งยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารของเอเชียที่มีผลกำไรสูงสุดอย่างต่อเนื่องอีกด้วย อะไรคือปัจจัยที่ผลักดันให้ VINAMILK ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และอะไรคือสิ่งที่ผู้เล่นไทยควรเรียนรู้และนำมาปรับใช้ เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันก่อนก้าวเข้าสู่ยุค AEC อย่างเต็มตัวในอีกไม่ถึง 2 ปีข้างหน้า
เส้นทางลัดสู่ความสำเร็จของ VINAMILK คือการได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านฟาร์มโคนมจากรัฐบาลอิสราเอลผ่านการร่วมทุน ซึ่งอิสราเอลได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีด้านการบริหารจัดการฟาร์มโคนมที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สามารถผลิตน้ำนมดิบได้สูงสุดถึงกว่า 30 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน ซึ่งสูงกว่าไทยถึง 3 เท่า นอกจากนี้รัฐบาลอิสราเอลยังให้การสนับสนุนเงินทุนเพื่อให้ VINAMILK จัดสร้างฟาร์มโคนมต้นแบบขึ้นในเวียดนามอีกด้วย ซึ่งเท่ากับเป็นการช่วยเสริมสร้างศักยภาพและความแข็งแกร่งให้ VINAMILK ก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นแชมป์ในวงการอุตสาหกรรมนมของอาเซียนได้อย่างรวดเร็ว
ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าที่มีความครอบคลุมทั้งช่องทางการค้าปลีกแบบดั้งเดิมและสมัยใหม่ รวมถึงความสัมพันธ์ที่ดีกับซัพพลายเออร์ ซึ่งทำให้ได้วัตถุดิบนมสดที่มีคุณภาพสูง เป็นจุดแข็งที่ช่วยผลักดันให้ธุรกิจของ VINAMILK ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
ปัจจุบัน VINAMILK มียอดขายมากถึงราวปีละ 3.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งมากกว่ายอดขายของผู้เล่นรายใหญ่ 3 อันดับแรกในไทย (ดัชมิลล์ โฟร์โมสต์ และเมจิ) รวมกัน อีกทั้งยังมีอัตราการเติบโตที่สูงถึงปีละ 20% อย่างต่อเนื่องอีกด้วย ซึ่งช่วยให้ VINAMILK กลายเป็นผู้นำในตลาดนมเวียดนาม และสามารถครองส่วนแบ่งตลาดในประเทศได้มากถึงราว 75%
การเติบโตแบบ Inorganic Growth หรือการซื้อกิจการ และการขยายการลงทุนแบบครบวงจร ทั้งต้นน้ำกลางน้ำ และปลายน้ำ อีกหนึ่งกลยุทธ์ทางธุรกิจที่น่าสนใจ โดยที่ผ่านมา VINAMILK ได้เร่งขยายการลงทุนไปยังธุรกิจฟาร์มโคนมหลายแห่งทั่วโลก รวมทั้งในสหรัฐ และยังได้มีการเข้าซื้อโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมของนิวซีแลนด์ เพื่อเสริมสร้างกิจการให้แข็งแกร่งขึ้นแบบครบวงจรทันที รวมไปถึงการลงทุนก่อสร้างโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนอีกด้วย
ขณะที่การสนับสนุนจากภาครัฐ คือ ตัวแปรหลักซึ่งมีส่วนช่วยพัฒนาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนมในเวียดนาม รัฐบาลเวียดนามได้มีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น ระบบขนส่งคมนาคมและโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมนมในประเทศ รวมทั้งประกาศนโยบายและมาตรการต่างๆ เพื่อส่งเสริมกิจการโคนมและพัฒนาผลิตภัณฑ์นมอย่างจริงจัง โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อลดการนำเข้านมผงที่สูงถึงราว 1.2 ล้านตันต่อปี (ปัจจุบันการแปรรูปผลิตภัณฑ์นมในเวียดนามใช้น้ำนมดิบในประเทศเพียง 25% ขณะที่อีก 75% พึ่งพาการนำเข้านมผงจากต่างประเทศ) ซึ่งความพยายามของภาครัฐที่จะพัฒนาฟาร์มโคนมในประเทศ และลดสัดส่วนการนำเข้านี้สอดรับกับเป้าหมายของ VINAMILK ที่ต้องการผลิตน้ำนมดิบได้เอง 50% ของปริมาณความต้องการ เพื่อรองรับการแข่งขันในตลาดโลก และผลักดันให้บริษัทก้าวไปสู่การเป็น 1 ใน 50 ผู้ผลิตนมรายใหญ่ที่สุดของโลกภายในปี 2017
แม้ว่า VINAMILK จะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดในกลุ่มอาเซียน แต่หากพิจารณาถึงขีดความสามารถและศักยภาพของผู้เล่นไทย จะพบว่าเราก็ยังคงมีแต้มต่อเหนือเวียดนามในอีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีการบริหารจัดการระดับฟาร์มโคนมที่มีประสิทธิภาพ อุตสาหกรรมแปรรูปนมและผลิตภัณฑ์นมที่มีความก้าวหน้า หรือแม้แต่คุณภาพน้ำนมดิบที่ได้รับมาตรฐานระดับสากล รวมทั้งยังมีความพร้อมในด้านโครงสร้างพื้นที่จำเป็น เช่น ระบบห้องเย็นและระบบขนส่ง
แต่อย่างไรก็ดี อีไอซี มองว่า สิ่งที่ไทยต้องเร่งพัฒนา คือ การพัฒนาอาหารเลี้ยงโคนมเพื่อให้ได้น้ำนมดิบที่มีคุณภาพสูงขึ้นและในปริมาณที่มากขึ้น พร้อมๆ ไปกับการลดต้นทุนการผลิต การสร้างมูลค่าเพิ่มและแบรนด์ที่แข็งแกร่ง เพื่อช่วยให้อุตสาหกรรมนมของไทยสามารถเติบโตและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน รองรับการแข่งขันในยุคการค้าเสรีที่กำลังจะมาถึงในเร็ววันนี้







