posttoday
เนเจอร์ ฮาร์โมนี รักษ์โลก-รักเกษตร

เนเจอร์ ฮาร์โมนี รักษ์โลก-รักเกษตร

06 มีนาคม 2557

แม้ธุรกิจการผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพจะไม่ใช่สิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นในมาเลเซีย แต่บริษัท เนเจอร์ส ฮาร์โมนี (เอ็นเอชไอ)

โดย...เสาวลักษณ์ ขันกสิกรรม

แม้ธุรกิจการผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพจะไม่ใช่สิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นในมาเลเซีย แต่บริษัท เนเจอร์ส ฮาร์โมนี (เอ็นเอชไอ) ก็พยายามที่จะพัฒนาธุรกิจนี้ขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง โดยพยายามแสวงหาวัตถุดิบที่เหมาะสมในการผลิตจากภาคเกษตรกรรม จนมาลงตัวที่มันสำปะหลัง

ทั้งนี้ อาร์ เมย์ยานาธาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัท เอ็นเอชไอ กล่าวถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้สนใจธุรกิจบรรจุภัณฑ์สีเขียวนี้กับ เดอะ สตาร์ ออนไลน์ ว่า ไอเดียนี้เกิดขึ้นหลังจากคุยกับเพื่อนที่เป็นนักธุรกิจจากไต้หวัน ซึ่งเคยทำธุรกิจนี้ก่อนจะย้ายถิ่นฐานมาอยู่ในมาเลเซีย “สิ่งนี้จุดประกายให้ผมสนใจในเทคโนโลยีนี้ จนตัดสินใจจดสิทธิบัตรในมาเลเซียตั้งแต่ปี 2004”

จากนั้น เมย์ยานาธานก็เริ่มต้นทำงานแรก โดยการพยายามลดค่าใช้จ่ายในการผลิตผ่านหน่วยงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งใช้เวลายาวนานกว่า 9 ปี จึงเริ่มเดินเครื่องแปรรูปแป้งมันสำปะหลังสำเร็จรูป วัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์

ทั้งนี้ ประธานเอ็นเอชไออธิบายเพิ่มเติมว่า แป้งมันสำปะหลังเป็นหนึ่งในวัตถุดิบอันหลากหลายในการผลิตบรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ “คุณต้องมี ‘ต้นน้ำ’ หรือแหล่งปลูกมันสำปะหลังที่ใช้เป็นวัตถุดิบ และต้องเข้าถึง ‘กลางน้ำ’ หรือผู้แปรรูปเป็นแป้งสำเร็จรูปสำหรับใช้งานในขั้นตอนสุดท้าย และขั้นตอน ‘ปลายน้ำ’ การขึ้นรูปบรรจุภัณฑ์จากแป้งมันสำปะหลัง”

โดยทั่วไป การปลูกมันสำปะหลังต้องใช้เวลาราว 8 เดือนถึงจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ซึ่งจุดนี้ทางบริษัทต้องประสานงานกับผู้ผลิตช่วงต้นน้ำว่าต้องปลูกปริมาณเท่าใดที่จะเพียงพอ ส่วนกลางน้ำ ซึ่งเป็นส่วนที่บริษัทให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากต้องการให้เม็ดแป้งสำเร็จรูปมีความยืดหยุ่นและความแข็งในหลายระดับ เพื่อป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตในขั้นตอน “ท้ายน้ำ”

ทั้งนี้ สิ่งท้าทายอันดับแรกในธุรกิจนี้ คือ ปริมาณมันสำปะหลังที่เป็นวัตถุดิบหลัก เพราะต้องใช้พื้นที่ถึง 250 เฮกตาร์ (ราว 1,562.5 ไร่) ในการผลิตมันสำปะหลัง 1 หมื่นตัน สำหรับแปรรูปเป็นแป้งสำเร็จรูป 2,400 ตัน เพื่อผลิตบรรจุภัณฑ์ที่มีน้ำหนักโดยเฉลี่ยชิ้นละ 20 กรัม ได้ราว 120 ล้านชิ้น

สิ่งท้าทายต่อมา คือ ราคาและความต้องการของตลาด เนื่องจากความต้องการในท้องถิ่นก็ยังคงมีน้อยมาก ทำให้เอ็นเอชไอต้องมองหาลูกค้าจากต่างแดน ทั้งในสหรัฐและเกาหลีใต้แทนตลาดมาเลเซีย นอกจากนี้ เรื่องราคาของบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายทางชีวภาพมักมีราคาแพงมากกว่าบรรจุภัณฑ์ที่ทำมาจากโพลีสไตรีน (โฟมบรรจุอาหาร) ถึงเท่าตัว ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ลูกค้าในประเทศไม่นิยมบรรจุภัณฑ์รูปแบบนี้มากนัก

อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของโฟมบรรจุอาหาร คือไม่อาจย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ และต้องใช้พื้นที่มหาศาลในการฝังกลบขยะโฟม ต่างจากผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่สามารถย่อยสลายได้ภายในเวลาเพียง 28 วัน หลังใช้งาน ทั้งนี้ ยังสามารถเก็บรักษาผลิตภัณฑ์นี้ก่อนการใช้งานได้นานถึง 6 ปี

ทั้งนี้ ทางบริษัท เอ็นเอชไอ ยังขอความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยท้องถิ่นในการพัฒนาเทคโนโลยีการเคลือบผิวเพื่อทดแทนการนำเข้า และยังหันมาใช้เครื่องจักรการผลิตจากจีนที่มีราคาถูกกว่าแทนเทคโนโลยีจากเยอรมนีที่ใช้ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ เอ็นเอชไอยังพยายามเพิ่มมูลค่าและใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เพื่อลดของเสียในกระบวนการผลิตให้น้อยที่สุด โดยทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ลำต้นมันสำปะหลังในการสร้างเฟอร์นิเจอร์ ส่วนใบก็นำไปผลิตอาหารเลี้ยงสัตว์

ทั้งนี้ เมย์ยานาธาน กล่าวสรุปว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการทำธุรกิจนี้ คือ การสร้างความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมแก่ประชาชนในประเทศด้วยศักยภาพที่มี เพื่อให้บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพเป็นที่นิยมมากขึ้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท