
ศก.ไทยโตต่ำสุดในอาเซียน
หอการค้ายันหากไร้รัฐบาลจ่อติดลบ1%ลากยาวลงทุนหนีอินโดฯเป็นฮับแทน
หอการค้ายันหากไร้รัฐบาลจ่อติดลบ1%ลากยาวลงทุนหนีอินโดฯเป็นฮับแทน
หอการค้าไทย ชี้การเมืองฉุดเศรษฐกิจไทยโตแค่ 23% ต่ำสุดในอาเซียน หากไม่มีรัฐบาลใหม่ติดลบ 1%
นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การเมืองที่ยังไม่คลี่คลายขณะนี้ กลายเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการปรับลดคาดการณ์อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ลงเหลือ 23% จากเดิมที่หอการค้าไทยเคยประเมินว่าจะขยายตัวได้ 34% หากปัญหาการเมืองยังไม่ยุติ และจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ได้ทันครึ่งปีแรก เศรษฐกิจจะไม่ขยายตัว
ทั้งนี้ หากล่วงเลยไปจนถึงปลายไตรมาส 3 ยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เศรษฐกิจไทยจะติดลบ 1%
ด้านการส่งออกของไทยในปีนี้จะขยายตัวได้เพียง 35% จากเดิม 5% เพราะได้รับแรงกดดันจากปัญหาความขัดแย้งของยูเครนและรัสเซีย จนส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกได้
รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เสนอให้รัฐบาลออกมาตรการพยุงเศรษฐกิจด้วยการเร่งกระตุ้นการท่องเที่ยว และรักษาบรรยากาศทางการเมืองไม่ให้เกิดความรุนแรง อีกทั้งควรยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หากเห็นว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลายลงแล้ว เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้มีผลทางจิตวิทยาต่อนักท่องเที่ยวอย่างมาก
นอกจากนี้ ต้องเร่งส่งเสริมการค้าชายแดนและการลงทุนของภาคเอกชน รวมถึงเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเร็ว
ด้าน นายอัทธ์ พิศาลวานิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ปีนี้จะเป็นปีที่เศรษฐกิจของประเทศไทยต่ำที่สุดในอาเซียน โดยน่าจะอยู่ที่ระดับน้อยกว่า 3% จากค่าเฉลี่ยเศรษฐกิจของประเทศในอาเซียนที่ระดับ 67% เพราะถูกกดดันจากปัจจัยทางการเมืองเป็นหลัก และศักยภาพการแข่งขันของประเทศที่ถดถอย
“การที่เศรษฐกิจขยายตัวน้อยลงทำให้เม็ดเงินหายไปร่วม 34 แสนล้านบาท และหากปัญหาการเมืองยืดเยื้อไปถึงไตรมาส 2 จะส่งผลต่อเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่จะชะลอการเข้ามาในไทย 2 แสนล้านบาท โดยเงินลงทุนจะกระจายไปยังอินโดนีเซีย เวียดนาม กัมพูชา และพม่า แทน โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารทะเลและแปรรูป เสื้อผ้า อสังหาริมทรัพย์ การค้าส่ง การค้าปลีก” นายอัทธ์ กล่าว
นอกจากนี้ การที่นักท่องเที่ยวหายไป 8 แสนคน จะทำให้รายได้หายไป 5 หมื่นล้านบาท ขณะที่การส่งออกจะเหลือแค่ 3.9% จากที่คาดจะขยายตัวได้ 5% คิดเป็นรายได้ที่หายไปประมาณ 9 หมื่นล้านบาท
นายอัทธ์ กล่าวว่า หากภายใน 2 ปี ประเทศไทยยังไม่สามารถหาทางออกได้ มีโอกาสสูงที่ประเทศอินโดนีเซียจะแซงหน้าขึ้นมาเป็นศูนย์กลางของอาเซียนได้ เนื่องจากอินโดนีเซียกำลังเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ถนนหนทาง และทรัพยากรจำนวนมาก







