
ฟื้นแล้วๆ
ช่วงนี้ตลาดต่างประเทศมีเสียงกระหึ่มกันว่า “ฟื้นแล้วๆ” ทำให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ต่างเบนเข็มออกกองทุนรวมต่างประเทศกันยกใหญ่ แต่ก่อนที่จะตัดสินใจเพราะคำเชิญชวนหรือโฆษณาใด มาอ่านตรงนี้กันก่อนค่ะ
ช่วงนี้ตลาดต่างประเทศมีเสียงกระหึ่มกันว่า “ฟื้นแล้วๆ” ทำให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ต่างเบนเข็มออกกองทุนรวมต่างประเทศกันยกใหญ่ แต่ก่อนที่จะตัดสินใจเพราะคำเชิญชวนหรือโฆษณาใด มาอ่านตรงนี้กันก่อนค่ะ
กองทุนรวมต่างประเทศ หรือ Foreign Investment Fund (FIF) คือ กองทุนรวมที่ บลจ.นำเงินไปลงทุนในต่างประเทศไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน จะลงทุนในประเทศเดียวหรือหลายตลาดในหลายประเทศก็ได้ โดยตลาดทุนของประเทศที่ไปลงทุนนั้น ต้องมีการกำกับดูแลในระดับที่ได้มาตรฐานเทียบเคียงได้กับตลาดทุนไทย เพื่อให้ผู้ลงทุนมีความมั่นใจ
การลงทุนในต่างประเทศเป็นการกระจายความเสี่ยงวิธีหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันกองทุนรวมประเภทนี้ก็มีความเสี่ยงเฉพาะตัว เริ่มจากเรารู้จักประเทศที่ไปลงทุนดีแค่ไหน? Country Risk สำคัญมาก เราจะติดตามข่าว เศรษฐกิจ การเมือง และนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนของประเทศนั้นได้จากแหล่งใด ในบางประเทศที่บางขณะมีปัญหา ผู้ลงทุนอาจเจอนโยบายห้ามนำเงินออกนอกประเทศ เราจึงต้องติดตามเรื่องนี้ไว้ด้วย
ความเสี่ยงเฉพาะตัวที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ อัตราแลกเปลี่ยน ปัจจุบันกองทุนรวมต่างประเทศมีทั้งที่ทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเต็มหรือเกือบเต็มจำนวน และที่ให้เป็นดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนบางครั้งสามารถทำกำไรให้แก่กองทุนได้ ผู้ลงทุนที่มีความสามารถในการติดตามและคาดการณ์อัตราแลกเปลี่ยนจึงอาจเลือกกองทุนรวมที่ไม่ทำประกัน
ในการทำความเข้าใจเรื่องนี้ เราอาจนึกถึงการซื้อขายสินค้าทั่วไป เช่น ตอนซื้อสินค้าต่างประเทศ ควรซื้อขณะที่ค่าเงินบาทแข็ง เพื่อจะได้ใช้เงินน้อยกว่า แต่พอตอนขายหากพอดีจังหวะค่าเงินบาทอ่อน เราก็จะขายได้เงินมากขึ้นนั่นเองค่ะ
ในส่วนนี้ผู้ลงทุนควรสอบถามผู้ขายหรือศึกษาในหนังสือชี้ชวนด้วยว่า เป็นการแลกเปลี่ยนค่าเงินกี่ต่อ เงินบางสกุลไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นบาทได้โดยตรง เช่น ต้องการนำเงินไปลงทุนในประเทศ X จะต้องแลกบาทเป็นดอลลาร์ แล้วนำดอลลาร์ไปแลกเป็นเงินสกุล X อีกต่อหนึ่ง ความเสี่ยงจึงเกิดขึ้น 2 ช่วง แต่หาก บลจ. ระบุว่า ได้ทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน นั่นหมายความว่า ได้ทำประกันไว้ทุกช่วงของการแลกเปลี่ยนแล้ว
รู้ก่อนว่าเขาเอาเงินเราไปลงทุนแบบไหน? หากลงทุนในตราสารหนี้ บลจ.มักจะลงทุนเองโดยตรง คือ ซื้อพันธบัตรหรือหุ้นกู้เอกชนต่างประเทศแล้วถือไว้ หากลงทุนในหุ้นหรือสินค้าโภคภัณฑ์มักจะเป็นการลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในผลิตภัณฑ์การลงทุนนั้นๆ อีกต่อหนึ่ง ซึ่งมีทั้งลงทุนในกองทุนรวม Master Fund กองเดียว แบบนี้เรียกว่า Feeder Fund และลงทุนในหลายๆ กองทุนพร้อมกัน เรียกว่า Fund of Funds
การลงทุนแบบ Feeder Fund มีการกระจายความเสี่ยงน้อยกว่า แต่ผู้ลงทุนสามารถติดตามผลการดำเนินงานของ Master Fund ได้สะดวกกว่า เพราะกองทุนเดียว ประเทศเดียว ในขณะที่ Fund of Funds กระจายความเสี่ยงมากกว่า บางครั้งลงทุนในหลายประเทศด้วย ผู้ลงทุนจึงต้องติดตามข่าวสารมากกว่า
การลงทุนในกองทุนรวม หลายคนบอกว่า ไม่ต้องเสียเวลาติดตามข้อมูล เพราะมีผู้จัดการกองทุนบริหารจัดการให้ แต่ถึงกระนั้น การตัดสินใจว่าจะถือต่อหรือขายออก ยังคงเป็นหน้าที่ เพื่อประโยชน์ของผู้ลงทุนเอง จึงจำเป็นต้องติดตามข่าวสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องเป็นระยะๆ ด้วยค่ะ
ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายของกองทุนรวมประเภทนี้มีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก ตั้งแต่ 1% กว่า จนถึง 5% ซึ่งจัดว่าค่อนข้างสูง และมีผลต่อผลตอบแทนจริงที่ผู้ลงทุนจะได้รับ ประมาณการผลตอบแทนและผลตอบแทนในอดีตที่แสดงไว้ให้อ้างอิง (ไม่รับประกัน) ในเอกสารการขายจะระบุว่าเป็นตัวเลขที่หักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายแล้วหรือยัง ซึ่งผู้ลงทุนจึงต้องสังเกตให้ดี
กองทุนรวมต่างประเทศไม่ต่างจากกองทุนรวมที่ลงทุนในประเทศที่ว่า หุ้นเล็กเสี่ยงมากกว่าหุ้นใหญ่ หุ้นเสี่ยงมากกว่าตราสารหนี้ หุ้นกู้เอกชนเสี่ยงมากกว่าพันธบัตรรัฐบาล และมีกองทุนที่กำหนดอายุ (Term Fund) ระหว่างทางจะขายคืนไม่ได้ และเมื่อถึงเวลาครบอายุก็เลิกกอง ผู้ลงทุนต้องหาที่ลงทุนใหม่ต่อไป
มีพิเศษสำหรับกองทุนรวมต่างประเทศที่กำหนดเป้าหมายผลตอบแทน หรือ Trigger Fund ซึ่งถูกใจผู้ที่ชอบมีตัวบ่งชี้ (ไม่ได้รับประกัน) ทำให้ตัดสินใจง่าย แต่ตัดสินใจรอบคอบหรือเปล่าเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนต้องเข้าใจในข้อจำกัดของ Trigger Fund เช่น พอถึงเป้าหมายต้องเลิกกอง บางคนเสียดายจังหวะดีกำลังขึ้นแต่ต้องเลิกกอง ระหว่างทางขายไม่ได้แม้ว่าขาดทุน เมื่อครบกำหนดหากไม่ถึงเป้าหมายเงินของเราจะไปที่ไหนต่อ เป็นต้นค่ะ
นับว่าเป็นความโชคดีของผู้ลงทุนไทยที่มีทางเลือกการลงทุนที่หลากหลาย บางอย่างเหมาะกับบางคน ไม่ใช่ทุกอย่างเหมาะกับทุกคน การลงทุนด้วยความรู้และความเข้าใจเท่านั้นที่จะทำให้เราลงทุนอย่างมีความสุข หรืออย่างน้อยก็ไม่ต้องฟุบให้ต้องรอวันฟื้นค่ะ
“ก.ล.ต.อยากให้คนไทยลงทุนด้วยความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง”







