posttoday
อาเซียนบนทางแพร่ง จีน-ญี่ปุ่น ทางใครทางมัน

อาเซียนบนทางแพร่ง จีน-ญี่ปุ่น ทางใครทางมัน

04 มีนาคม 2557

ความเป็นไปของมหาอำนาจเอเชีย “จีนญี่ปุ่น” ส่งผลอย่างมากต่อภูมิภาคอาเซียน

ความเป็นไปของมหาอำนาจเอเชีย “จีนญี่ปุ่น” ส่งผลอย่างมากต่อภูมิภาคอาเซียน

โดยเฉพาะเมื่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศนี้อยู่ในจุดที่เปราะบางและเป็นไปได้ที่จะเข้าสู่โหมดทางใครทางมัน ซึ่งจะมีส่วนเปลี่ยนภูมิทัศน์ในภูมิภาค ทั้งในด้านการเมือง ความมั่นคงและเศรษฐกิจ

แม้ช่วงแรกๆ หลายฝ่ายจะมองว่าปัญหาเรื่องเขตแดนยังไม่น่าทำให้สองยักษ์เอเชียร้าวฉานรุนแรง เพราะยังมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน เข้าทำนอง “การเมืองห่างเหิน แต่เศรษฐกิจร้อนแรง” แต่ระยะหลังนักวิเคราะห์เริ่มไม่แน่ใจว่าตอนนี้จีนญี่ปุ่น กำลังเข้าสู่โหมดทางใครทางมันหรือไม่

เมื่อดูมิติด้านการค้า ปริมาณการค้าระหว่างจีนญี่ปุ่น ในปี 2556 ลดลง 5.1% จากในปี 2555 ที่ลดลง 3.9% ขณะที่ภาพรวมการค้าของจีนในปี 2556 เพิ่มขึ้น 7.6% ส่วนปริมาณการค้าของญี่ปุ่นลดลง 7.8%

ผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นบางราย มองว่า การค้าระหว่างจีนญี่ปุ่นลดลงเนื่องจากผลกระทบที่เรื้อรังกรณีข้อพิพาทเขตแดนบริเวณหมู่เกาะเซนกากุหรือเตียวหยู ที่ทั้งสองประเทศต่างอ้างสิทธิในพื้นที่บริเวณนี้ และเกิดกระแสแบนสินค้าญี่ปุ่นตามมา เพราะผู้บริโภคชาวจีนไม่พอใจ รวมถึงการที่ทางการจีนไม่ค่อยสนอกสนใจบริษัทข้ามชาติจากญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ความไม่ลงตัวเรื่องเขตแดนยังส่งผลต่อการลงทุนระหว่าง 2 ชาติด้วย ซึ่งสะท้อนผ่านตัวเลขการลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) ของญี่ปุ่นที่เข้าไปจีนลดลง 4.3% ในปีที่แล้ว สวนทางกับเม็ดเงินเอฟดีไอขาเข้ามายังจีนทั้งหมดที่เพิ่มขึ้น 5.3% ขณะเดียวกัน เม็ดเงินลงทุนเอฟดีไอของจีนที่เข้าไปญี่ปุ่นก็ลดลง 23.5% ทั้งที่จีนควักเม็ดเงินเอฟดีไอขาออกเพิ่มขึ้น 16.8%

ที่น่าสังเกต คือ ตัวเลขที่ไม่ค่อยสดใสนักในปีที่แล้วถือเป็นภาพที่แตกต่างจากตัวเลขการลงทุนระหว่าง 2 ประเทศที่ขยายตัวมากในปี 2555 และสะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ลง ซึ่งเป็นสาเหตุให้แต่ละฝ่ายไม่กล้าลงทุนซึ่งกันและกัน

แต่การที่ญี่ปุ่นลงทุนในจีนลดลงอาจมีหลายสาเหตุ รวมถึงประเด็นเรื่องค่าแรงในจีนที่เพิ่มขึ้น ทำให้ธุรกิจญี่ปุ่นที่ต้องใช้แรงงานแบบเข้มข้นปันใจไปลงทุนในประเทศแถบอาเซียนแทน

เหยา ไฮเตียน จากศูนย์ญี่ปุ่นศึกษา สถาบันสังคมศาสตร์แห่งชาติจีน ประเมินว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่นมีแนวโน้มจะย่ำแย่ลงอีกในปีนี้ เพราะมีตัวจุดชนวนความร้าวฉาน ยกตัวอย่างบริษัทน้ำมันของจีน “ซีนุก” ที่เร่งขุดเจาะก๊าซธรรมชาติในแหล่งใหม่ๆ ในทะเลจีนตะวันออก ซึ่งบางส่วนอยู่ใกล้พื้นที่ที่อ้างสิทธิทับซ้อนกับญี่ปุ่น และอาจกระตุกปมขัดแย้งให้ปะทุรุนแรงขึ้นได้อีก

อีกทั้งยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่จะเป็นตัวเร่งให้เกิดภาวะทางใครทางมันระหว่างจีนและญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นการที่ทางการปักกิ่งพยายามยื่นมือเข้ามามีบทบาทในสนามแข่งขันของบริษัทข้ามชาติ และใช้อิทธิพลทางเศรษฐกิจเพื่อเป้าหมายด้านภูมิศาสตร์การเมือง

เมื่อพิจารณาถึงเทรนด์แห่งความตึงเครียดต่างๆ เหล่านี้ ในระยะยาวการที่ทั้งจีนและญี่ปุ่นจะกลับมามีปฏิสัมพันธ์ด้านการค้าและการลงทุนเพิ่มขึ้น จึงเป็นไปได้ยาก

หากจีนและญี่ปุ่นแยกเดินแบบทางใครทางมันจริงๆ ก็ย่อมส่งผลถึงภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะกลายเป็นพันธมิตรเนื้อหอมที่สองยักษ์เอเชียจะเร่งผูกไมตรีเพื่อหาพวก ขณะเดียวกันก็จะกลายเป็นความท้าทายของอาเซียนในการสร้างสมดุลความสัมพันธ์

ขณะนี้เริ่มเห็นภาพความเนื้อหอมของเหล่าสมาชิกอาเซียนชัดเจนขึ้น โดยเมื่อดูข้อมูลจากองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) ที่เพิ่งเปิดเผยผลสำรวจล่าสุด พบว่า อาเซียนกลายเป็นแหล่งลงทุนขวัญใจบริษัทญี่ปุ่นแทนที่จีนไปแล้ว เนื่องจากต้นทุนในแดนมังกรที่เพิ่มขึ้น ความสามารถในการผลิตที่ลดลง บวกกับปัญหาสิ่งแวดล้อม ล้วนเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้มนต์เสน่ห์ของจีนลดลง

โดยราว 75% ของบริษัทญี่ปุ่นที่ร่วมตอบแบบสอบถาม 3,417 ราย ระบุว่า กำลังตัดสินใจขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน ทั้งในสิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มจากระดับ 56% ในปี 2554 ขณะที่จำนวนบริษัทญี่ปุ่นที่ยังสนใจขยายธุรกิจในจีนลดลงเหลือ 57% จาก 68% ในปี 2554

ที่สำคัญ ญี่ปุ่นยังเดินเกมสานสัมพันธ์แบบคู่ขนาน อาทิ การให้ความช่วยเหลือแก่กัมพูชาที่ค่อนข้างแนบแน่นกับจีน ทั้งความตกลงด้านการทหารและการให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 135 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อพัฒนาเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงพยายามร่วมมือด้านการทหารกับเวียดนาม ซึ่งก็เป็นพันธมิตรดั้งเดิมกับจีน

ขณะที่จีนก็ลงทุนในอาเซียนไม่น้อยเช่นกัน โดยเมื่อดูจากการลงทุนขาออกของจีน พบว่า ราว 63.3% ของทั้งหมด หรือราว 4,580 ล้านเหรียญสหรัฐ ไปอยู่ที่ฮ่องกง ตามด้วยอาเซียน สหภาพยุโรป (อียู) ออสเตรเลีย สหรัฐ รัสเซีย และญี่ปุ่น

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ