
ฟื้นธุรกิจอย่างเข้าใจ
เมื่อปีที่แล้ว “ฟิลิปปินส์” เผชิญกับมหาพายุไห่เยี่ยน ที่คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 2,500 คน และทำให้คนอีกราว 2.2 แสนคน ไม่มีที่อยู่อาศัย นับเป็นหายนภัยทางธรรมชาติที่รุนแรงมากครั้งหนึ่งของโลก และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์อย่างมาก
เมื่อปีที่แล้ว “ฟิลิปปินส์” เผชิญกับมหาพายุไห่เยี่ยน ที่คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 2,500 คน และทำให้คนอีกราว 2.2 แสนคน ไม่มีที่อยู่อาศัย นับเป็นหายนภัยทางธรรมชาติที่รุนแรงมากครั้งหนึ่งของโลก และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์อย่างมาก
แม้การฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจะเป็นไปอย่างเชื่องช้าในสายตาผู้คนที่ต้องแบกรับภาวะยากลำบาก แต่ถึงวันนี้เริ่มมีสัญญาณที่ดีเกิดขึ้นบ้างแล้ว
เพราะหลังเกิดเหตุพายุพัดถล่มเมื่อเดือน พ.ย. ซึ่งรัศมีการทำลายล้างกินพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง ส่งผลให้ธุรกิจรายเล็กรายน้อยกว่า 1.2 หมื่นราย ล้มหายตายจากไปด้วย รวมถึงร้านตัดผมของ “โรซิต้า อิมพีเรียล” ที่เปิดมายาวนาน 27 ปี ในย่านกลางเมือง
หลังจากเวลาผ่านไปร่วม 2 เดือน โรซิต้า อิมพีเรียล เพิ่งกลับมาเปิดร้านอีกครั้งในทำเลใหม่ใกล้กับสถานที่ประกอบพิธีศพ และจนถึงเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา กิจการของเธอก็ฟื้นตัวกลับมาใกล้เคียงกับก่อนเกิดโศกนาฏกรรมทางธรรมชาติ
วอลสตรีท เจอร์นัล ระบุว่า การพลิกฟื้นธุรกิจได้รวดเร็วดังกล่าวสะท้อนถึงการที่ชาวฟิลิปปินส์ค้นพบวิธีพลิกฟื้นให้ชีวิตกลับมาเป็นเหมือนเดิม ท่ามกลางสารพัดปัญหา ทั้งการไม่มีไฟฟ้าใช้ โครงการก่อสร้างต่างๆ ที่เชื่องช้า และสภาพเมืองที่ยังไม่กลับสู่ปกติ
แต่ขณะนี้ธุรกิจหลายประเภทเริ่มกลับมาเปิดดำเนินการแล้ว ทั้งธนาคาร ร้านอาหารต่างๆ และร้านค้าริมทาง ซึ่งบางธุรกิจรวมถึงร้านเสริมสวยของอิมพีเรียลที่ชื่อ นิว โรส ซาลอน ได้อานิสงส์จากการที่ผู้คนมองหาความสุขแบบเรียบง่าย เพื่อย้อนนึกถึงวันวานก่อนที่พายุจะเปลี่ยนชีวิตในวันนี้
ยูนีซ จูเลียน อดีตข้าราชการพลเรือน และลูกค้าขาประจำของอิมพีเรียล บอกว่า ผู้คนยังคงเข้าร้านตัดผมและเสริมสวย เพราะเมื่อพวกเขาส่องกระจกแล้วเห็นสภาพร่างกายที่ซูบผอม มันเหมือนชีวิตเต็มไปด้วยปัญหา ร้านเหล่านี้ทำให้รู้สึกดีและทำให้ได้พบปะสังสรรค์กับเพื่อนๆ
ส่วนเจ้าของร้าน เล่าว่า เธอและครอบครัวโชคดีที่ยังเหลือบ้านอยู่ แต่ร้านตัดผมที่เคยอยู่ย่านกลางเมืองไม่เหลืออะไร เฟอร์นิเจอร์ก็พังหมด เครื่องใช้ไฟฟ้าใช้ไม่ได้เลย สิ่งของต่างๆ ถูกพายุพัดกวาดไปหมด
ในตอนแรกเธอแทบสิ้นหวัง แต่ก็ยังมีความหวังที่จะกลับมาเริ่มต้นกิจการอีกครั้ง เพราะร้านนี้เป็นเหมือนชีวิตของเธอ รายได้จากร้านช่วยเลี้ยงชีพเธอและครอบครัวมาตลอด
เธอเริ่มจากรับงานจากลูกค้าประจำที่โทรศัพท์มาจ้างเธอให้ทำผมและเล็บตามบ้านและออฟฟิศ จนสามารถรวบรวมเงินส่วนหนึ่ง บวกกับขอกู้จากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน 450 เหรียญสหรัฐ เพื่อกลับมาเปิดร้านได้อีกครั้ง
เธอตัดสินใจเช่าร้านในทำเลปัจจุบัน แม้จะอยู่ใกล้สถานที่ประกอบพิธีศพ แต่เป็นย่านที่ผู้คนพลุกพล่าน และน่าจะมีผู้คนเดินเข้าร้านมากพอควร
แม้ช่วงแรกๆ เครื่องไม้เครื่องมือจะไม่ครบ ต้องใช้พัดลมแทนไดรเป่าผม แต่จนถึงตอนนี้ร้านของเธอมีลูกค้าเพิ่มขึ้น เพราะลูกค้าบอกต่อๆ กัน และหนึ่งในเหตุผลที่ผู้คนมาใช้บริการ ก็เพราะเธอไม่ตั้งราคาแพงๆ เพื่อหาเงินให้คุ้มหลังเกิดหายนภัย
เธอเข้าใจดีว่า คนฟิลิปปินส์ก็แค่อยากดูดีและรู้สึกดีขึ้นหลังจากผ่านเหตุการณ์เลวร้ายมาแล้ว







