
หอการค้าปรับลดจีดีพีปีนี้เหลือ2-3%
หอการค้าไทยชี้การเมืองฉุดเศรษฐกิจปี 2557 โต 2-3% ต่ำสุดในอาเซียน และหากไม่มีรัฐบาลใหม่อาจติดลบ 1%
หอการค้าไทยชี้การเมืองฉุดเศรษฐกิจปี 2557 โต 2-3% ต่ำสุดในอาเซียน และหากไม่มีรัฐบาลใหม่อาจติดลบ 1%
นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย และผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การเมืองที่ยังไม่คลี่คลายขณะนี้ เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการปรับลดคาดการณ์อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปี 2557 เหลือ 2-3% จากเดิมที่หอการค้าไทยเคยประเมินว่าจะขยายตัวอยู่ที่ 3-4% หากปัญหาการเมืองยังไม่ยุติ และจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ได้ทันครึ่งปีแรก เศรษฐกิจจะไม่ขยายตัว และหากเลยไปจนถึงปลายไตรมาสที่ 3 ยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เศรษฐกิจในปีนี้ อาจจะติดลบ 1%
สำหรับการส่งออกไทยในปีนี้ จะขยายตัวเพียง 3-5% จากเดิมที่ 5% เพราะอาจได้รับแรงกดดันของปัญหาความขัดแย้งจากยูเครนและรัสเซีย จนทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น และอาจส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกไม่เป็นไปตามคาดการณ์ไว้
ขณะที่การพยุงเศรษฐกิจนั้น รัฐบาลรักษาการต้องเร่งกระตุ้นการท่องเที่ยว ด้วยการรักษาบรรยากาศทางการเมืองไม่ให้เกิดความุรนแรง และควรยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินหากเห็นว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลายลงแล้ว เนื่องจากจะมีผลทางจิตวิทยาต่อต่างประเทศที่จะเดินทางเข้ามาไทย รวมทั้งเร่งส่งเสริมการค้าชายแดน และการลงทุนของภาคเอกชน โดยหากมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ จะต้องเร่งปฏิรูปภาคการเมืองให้มีเสถียรภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้นักลงทุนถอนการลงทุนออกจากประเทศ และเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเร็ว
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 12 มี.ค.นี้ คาดว่าที่ประชุมจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.25% ซึ่งไม่ส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากกำลังซื้อของประชาชนในขณะนี้ยังไม่ถดถอยลง แต่หาก กนง. เห็นสัญญาณเชิงลึกจากหน่วยงานต่างๆ ที่อาจนำไปสู่การชะลอตัวของเศรษฐกิจ ก็สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงได้ 0.25% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็สามารถทำได้
ด้านนายอัทธ์ พิศาลวานิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ปี 2557 จะเป็นปีที่จีดีพีของประเทศไทยต่ำที่สุดในอาเซียน อยู่ที่ระดับน้อยกว่า 3% จากค่าเฉลี่ยจีดีพีประเทศในอาเซียนที่ขยายตัวอยู่ที่ 6-7% โดยมาจากปัจจัยทางการเมืองเป็นหลัก และศักยภาพการแข่งขันของประเทศที่ถดถอย โดยจะส่งผลให้เม็ดเงินหายไปประมาณ 3-4 แสนล้านบาท และหากปัญหาการเมืองยืดเยื้อไปถึงไตรมาสที่ 2 จะส่งผลต่อเม็ดเงินโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ที่จะชะลอการเข้ามาในไทยที่ประมาณ 2 แสนล้านบาท และจะกระจายไปยังอินโดนีเซีย เวียดนาม กัมพูชา และพม่าแทน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารทะเลและแปรรูป เสื้อผ้า อสังหาริมทรัพย์ การค้าส่งค้าปลีก เป็นต้น
นอกจากนี้ จะทำให้นักท่องเที่ยวหายไปประมาณ 8 แสนคน หรือคิดเป็นรายได้ที่หายไปประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ขณะที่การส่งออกจะเหลืออยู่ประมาณ 3.9% จากเดิมที่คาดจะขยายตัว 5% หรือคิดเป็นรายได้ที่หายไปประมาณ 9 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากปัญหาการเมืองยืดเยื้อไปถึงไตรมาสที่ 2 และ 3 ได้ โดยปี 2558 ยังไม่สามารถหาทางออกทางการเมืองได้ จะส่งผลต่อโอกาสของประเทศไทยที่ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางอาเซียนได้
“ขณะนี้ปัญหาทางการเมืองได้คลี่คลายลงไปในระดับหนึ่ง จากการคืนพื้นที่บริเวณย่านธุรกิจของกปปส. แต่จุดยืนทางการเมืองของทั้ง 2 ฝ่าย ที่ยังไม่ตรงกันก็ทำให้ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม” นายอัทธ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ภายใน 2 ปีหากประเทศไทยยังไม่สามารถหาทางออกได้ มีโอกาสสูงที่ประเทศอินโดนีเซียจะแซงหน้าขึ้นมาเป็นศูนย์กลางของอาเซียนได้ เนื่องจากอินโดนีเซียกำลังเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ถนนหนทาง รวมทั้งยังมีกำลังซื้อในประเทศสูงและมีแรงงานและทรัพยากรจำนวนมาก







