
แค่เรียนสูงไม่ตอบโจทย์ธุรกิจท่องเที่ยวเน้น"ทักษะ"
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
นับจากนี้ไปข้อตกลงยอมรับร่วมคุณสมบัตินักวิชาชีพ (เอ็มอาร์เอ) ด้านท่องเที่ยวของอาเซียน ดูจะเข้ามามีบทบาทในการ “พลิกโฉม” บุคลากรในวิชาชีพทั้ง 6 แผนก 32 สาขาอาชีพเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีระเบียบกฎเกณฑ์ละเอียดถี่ยิบ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 242 สมรรถนะ กับการแบ่งระดับทักษะฝีมือของบุคลากรในวิชาชีพออกเป็น 5 ระดับ ที่ดูจะทำให้คนในวงการต้องหมั่นพัฒนาตัวเองจนมีทักษะเข้าขั้น “มาตรฐาน”
รุ่งโรจน์ สีเหลืองสวัสดิ์ รองประธานฝ่ายวิชาการ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เล่าว่า สาเหตุที่อาเซียนต้องมี 242 สมรรถนะ เป็นเกณฑ์วัดความสามารถรองรับการเคลื่อนย้ายเสรีนั้น เนื่องจากที่ผ่านมาผู้ประกอบการประสบปัญหามีแต่คนเรียนจบสูงมาสมัคร แต่ขาดเครื่องมือที่ยืนยันว่ามี “ทักษะ” ที่พร้อมทำงานได้อย่างคล่องตัวด้วย
“ค่านิยมของสังคมขณะนี้คือเรียนจบสูงๆ จบมาก็ทำตำแหน่งใหญ่ๆ เลย แต่สำหรับการทำงานภาคบริการ การศึกษายืนยันได้แค่ความรู้เท่านั้น ไม่ได้ยืนยันสมรรถนะและทัศนคติการทำงาน”
รุ่งโรจน์ ยกตัวอย่างว่า หากบริษัทเอเยนซี่ท่องเที่ยวจะจ้างผู้จัดการทั่วไป (จีเอ็ม) ซึ่งเป็นอาชีพที่เคลื่อนย้ายเสรีได้สัก 1 คน บริษัทย่อมไม่กล้าเสี่ยงจ้างเด็กจบใหม่ที่จบปริญญาตรีสาขาการจัดการทั่วไป แม้ว่าวุฒิดังกล่าวอาจตรงกับตำแหน่ง แต่ก็ไม่ได้ยืนยันว่าบุคคลดังกล่าวจะเข้าใจสภาพของธุรกิจท่องเที่ยว มีทักษะในการดูแล หรือสามารถคุมลูกน้องได้
ในทางตรงกันข้าม บุคคลที่เติบโตมาในธุรกิจท่องเที่ยวโดยตรงจากวิชาชีพทั้ง 6 แผนก ได้แก่ 1.แผนกต้อนรับ 2.แผนกแม่บ้าน 3.แผนกการผลิตอาหาร 4.แผนกอาหารและเครื่องดื่ม 5.แผนกตัวแทนท่องเที่ยว และ 6.แผนกการจัดการทัวร์ มักเป็นบุคคลที่เข้าใจงานมากกว่า ไว้ใจได้มากกว่า
ดังนั้น จะสังเกตได้ว่าผู้ที่มีเงินเดือนหลักแสนในธุรกิจท่องเที่ยว มักเป็นผู้ที่เติบโตมาจากการทำงาน ไม่ใช่คนนอกที่เรียนสูงแล้วกระโดดเข้ามาทำงานในสาย
“นี่ไม่ใช่ยุคของ Knowledge Base อีกแล้ว แต่เป็นยุคของ Competency Base บุคลากรทั้งกลุ่มที่ทำงานในธุรกิจท่องเที่ยวอยู่แล้ว และกำลังจะก้าวเข้ามาสู่ธุรกิจเพิ่มเติม จึงต้องพัฒนาตัวเองให้ได้ตามมาตรฐานสมรรถนะที่อาเซียนกำหนดร่วมกัน”
รุ่งโรจน์ กล่าวเสริมว่า อาชีพต่างๆ ล้วนจำเป็นต้องฝึกทักษะให้ครบถ้วน เช่น เชฟ ทำอาหารเก่งอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป เชฟเองต้องมีทักษะภาษาอังกฤษที่ดีเช่นเดียวกัน
รุ่งโรจน์ กล่าวย้ำว่า ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปต้องการให้ภาครัฐให้ความสำคัญกับการศึกษาสายวิชาชีพมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาภาครัฐมักลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศเท่านั้น จึงไม่ครอบคลุมการพัฒนาการศึกษาสายการท่องเที่ยว ซึ่งเปิดสอนในสถาบันอาชีวศึกษาและมหาวิทยาลัยอื่นๆ ขณะเดียวกัน ต้องการให้ภาคการศึกษาปรับปรุงระบบการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย เพราะยังไม่สามารถผลิตได้ตอบโจทย์ผู้ประกอบการ
ข้อเสนอของรุ่งโรจน์สอดคล้องกับรายงานจากสถาบันวิลเลียม แองกลิส ประเทศออสเตรเลีย สถาบันซึ่งรับหน้าที่จัดทำเครื่องมือประเมิน 242 สมรรถนะให้แก่ภาคการท่องเที่ยวของอาเซียน ระบุว่า เอ็มอาร์เอท่องเที่ยวไม่ได้เอื้อต่อการเคลื่อนย้ายบุคลากรระหว่างกันเท่านั้น แต่ช่วยพัฒนาระบบการสอนและฝึกอบรมบุคลากรของทั้งภูมิภาค ส่งผลให้ผู้ที่เรียนจบใหม่พร้อมทำงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทันที และทำให้คุณภาพของภาคบริการท่องเที่ยวในอาเซียนสูงขึ้นด้วย
ทักษะในวิชาชีพกำลังท้าทายคนทำงานในตลาดที่เปิดกว้างขึ้น







