
รับเหมาแข่งเดือด
20รายแย่งงานสายสีเขียวแข่งดุมาร์จิ้นตํ่า‘ซิโนไทย’หันไปนอกคว้างานลาว600ล.
20รายแย่งงานสายสีเขียวแข่งดุมาร์จิ้นตํ่า‘ซิโนไทย’หันไปนอกคว้างานลาว600ล.
ซิโนไทยชี้การเมืองยืดเยื้อรับเหมาวูบแข่งราคากดมาร์จิ้น รายกลางเล็ก STEC ได้งานลาว 600 ล.
นายภาคภูมิ ศรีชำนิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิโนไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) เปิดเผยว่า ขณะนี้ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเริ่มมีความกังวลกับปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อเพราะได้ส่งผลกระทบต่องานใหม่ๆ ที่จะเข้ามาสู่ตลาด และต้องยอมรับว่างานของภาครัฐไม่ได้ออกมาเลย
“ตอนนี้เริ่มเห็นสัญญาณการแข่งขันในเรื่องของราคาที่รุนแรงขึ้น หลังจากที่ไม่มีงานรัฐออกมา และหากเกิดภาวะแบบนี้นานๆ ก็จะไม่ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะบริษัทรับเหมาฯ รายเล็กและรายกลางที่สายป่านสั้นจะอยู่รอดได้ลำบาก และถ้าแข่งราคากันรุนแรงก็จะกดดันอัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิ้น) ให้ต่ำลง” นายภาคภูมิ กล่าว
กรรมการผู้จัดการ ยกตัวอย่างการแข่งขันว่า งานภาครัฐที่จะมีการประมูล คือโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงรังสิต ลำลูกกา มูลค่ารวม 3 หมื่นล้านบาท มี 4 สัญญา ซึ่งขณะนี้มีผู้ประกอบการกว่า 20 รายที่เข้าไปซื้อซอง จากปกติจะมีเฉพาะผู้รับเหมารายใหญ่ๆ เท่านั้นที่สนใจ แต่ตอนนี้เมื่อตลาดอยู่ในภาวะที่ไม่มีงานทุกคนก็ให้ความสนใจในการเข้าร่วมประมูลเพิ่มขึ้นจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันจะส่งผลดี เพราะหากมีการเข้าร่วมประมูลจำนวนมากก็จะทำให้รัฐประหยัดงบในการก่อสร้างลงมา เพราะเชื่อว่าจะมีการแข่งขันในเรื่องของราคาแน่นอน แต่ในทางกลับกันรัฐจะดูเฉพาะเรื่องราคาที่ต่ำไม่ได้ เพราะหากผู้รับเหมาที่ได้มีการทิ้งงานก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ได้ไม่คุ้มเสีย
สำหรับ STEC นายภาคภูมิ กล่าวว่า บริษัทมีความพร้อมและถ้าหากสถานการณ์ยืดเยื้อและเลวร้าย บริษัทก็เชื่อว่าซิโนไทยจะเป็นรายสุดท้ายที่จะได้รับผลกระทบ เพราะขณะนี้บริษัทไม่มีหนี้ มีเงินสดในมือกว่า 8,000 ล้านบาท มีรายได้จากดอกเบี้ยรับปีละกว่า 300 ล้านบาท และมีงานในมือ 5.1 หมื่นล้านบาท สร้างรายได้ได้ 2 ปี ปีนี้มีงานในมือที่จะรอรับรู้รายได้ประมาณ 2.2-2.3 หมื่นล้านบาท จึงไม่ห่วง แต่ห่วงงานใหม่ๆ ที่จะเข้ามาเติบโตเพื่อเป็นรายได้ในปี 2558 และปี 2559 มากกว่า
นอกจากนั้น บริษัทไม่ได้ลงไปรับงานที่มีขนาดเล็กลงด้วยเพื่อหางานเติบโต ซึ่งล่าสุดการไปรับงานที่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท คือการรับก่อสร้างและปรับสถานที่ให้กับบริษัท ปตท. (PTT) ที่จะทำโครงการโรงเรียนที่ระยอง ซึ่งถือว่าเป็นงานที่เล็กที่สุดของบริษัท
ล่าสุดบริษัทได้รับงานก่อสร้างที่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งเป็นโครงการของเนด้า (คือโครงการที่รัฐบาลไทยให้เงินสนับสนุนประเทศลาว) ในการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานซึ่งมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นบริษัทไทย จ่ายเงินเป็นบาท ซึ่งบริษัทเป็นผู้ชนะและได้งานนี้มามูลค่า ประมาณ 600 ล้านบาท
“การได้รับงานที่ลาวถือเป็นการออกไปรับงานต่างประเทศอีกครั้งในรอบ 5 ปี และอนาคตจะมุ่งหางานในตลาดต่างประเทศด้วยเพื่อเสริมงานในมือให้เพิ่มมากขึ้น” นายภาคภูมิ กล่าว
ด้านคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลในอัตราหุ้นละ 0.50 บาท รวมเป็นเงิน 762 ล้านบาท หลังจากปี 2556 มีกำไรสุทธิ 1,733 ล้านบาท คิดเป็นกำไรหุ้นละ 1.14 บาท เพิ่มขึ้นถึง 58% จากปี 2555 ที่มีกำไรสุทธิ 1,095 ล้านบาท หรือ 0.72 บาทต่อหุ้น เกิดจากรายได้รวม 22,948 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% และมีกำไรขั้นต้นจากการก่อสร้าง 2,094 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 9.41% สูงกว่าปี 2555 ที่ทำได้ 1,643 ล้านบาท หรือ 8.32%







