posttoday
เมื่อจีนส่งสัญญาณ

เมื่อจีนส่งสัญญาณ

03 มีนาคม 2557

ค่าเงินบาทมีแนวโน้มจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.45-32.70 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ คือ การจ้างงานของสหรัฐ ว่าจะทำให้ตลาดกลับมาดีใจได้หรือไม่ โดยเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน เนื่องจากความไม่สงบในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ยังกดดันความเชื่อมั่นนักลงทุนต่อการถือสินทรัพย์ในเอเชียเป็นระยะๆ

ค่าเงินบาทมีแนวโน้มจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.45-32.70 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ คือ การจ้างงานของสหรัฐ ว่าจะทำให้ตลาดกลับมาดีใจได้หรือไม่ โดยเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน เนื่องจากความไม่สงบในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ยังกดดันความเชื่อมั่นนักลงทุนต่อการถือสินทรัพย์ในเอเชียเป็นระยะๆ

ปัจจัยที่จะมีผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อจากภาคการผลิตของจีน (Manufacturing PMI) ปัญหาการเมืองของยูเครน อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐ และที่พลาดไม่ได้ คือ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงานของสหรัฐ ซึ่งหากการจ้างงานปรับดีขึ้น จะหนุนให้เงินดอลลาร์แข็งขึ้นเช่นกัน

ในสัปดาห์ก่อน นักลงทุนเทขายพันธบัตรรัฐบาลไทยมากถึง 910 ล้านบาท และเทขายหุ้นไทยสุทธิ 2,626 ล้านบาท เนื่องจากความผันผวนในตลาดการเงินจีนส่งผลกดดันให้ค่าเงินสกุลเอเชียอ่อนค่าลง โดยจีนทำให้นักลงทุนทั่วโลกตื่นกลัวอีกครั้ง หลังจากธนาคารกลางจีน (PBOC) ปรับค่ากลางเงินหยวนให้อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความผันผวนของค่าเงินหยวนพุ่งขึ้นฉับพลัน ขณะที่ดัชนีหุ้นของจีน (CSI300) ร่วงต่ำสุดในรอบ 7 เดือน

โดยปกติแล้ว PBOC จะต้องกำหนดค่ากลางของ USDCNY ทุกวัน ซึ่งค่าเงินหยวนสามารถเคลื่อนไหวได้ +/1% จากค่ากลางนี้ ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา PBOC มักกำหนดให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้น ดังนั้น การปรับค่าเงินให้อ่อนค่าลงติดต่อกันหลายวัน จึงทำให้นักลงทุนแตกตื่น เรามองว่าสาเหตุที่ PBOC ปรับให้เงินหยวนอ่อนค่าลงนั้น ไม่ได้มาจากปัจจัยด้านความต้องการเงินหยวนในตลาด แต่เนื่องมาจากความตั้งใจของธนาคารกลางเอง

หากเราพิจารณาปัจจัยในตลาด จะพบว่าความต้องการเงินหยวนในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาอยู่ในระดับสูง เนื่องจากการส่งออกของจีนเดือน ม.ค. ขยายตัวสูงถึง 10.6% ซึ่งทำให้ผู้ส่งออกต้องแลกเงินดอลลาร์เป็นเงินหยวน นอกจากนี้ เดือน ม.ค. มักเป็นเดือนที่บริษัทในจีนต้องการขายดอลลาร์มากที่สุด ดังนั้น เราจึงมองว่าการอ่อนค่าเป็นปัจจัยที่มาจากตัวธนาคารกลางเอง โดยอาจมาจากการที่ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้นมาก สวนทางค่าเงินภูมิภาค ทำให้จีนสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน หรือการที่ PBOC ต้องการจะขยายตัวกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินหยวนให้เป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้นในระยะต่อไป ดังนั้น จึงต้องเริ่มทำให้นักลงทุนคุ้นเคยกับการเคลื่อนไหวสองทิศทาง อีกปัจจัยที่สำคัญ คือ PBOC อาจต้องการกำราบการเก็งกำไรของนักลงทุนที่พยายามหาผลตอบแทนจากดอกเบี้ยในจีนที่สูงกว่าฮ่องกง และหาผลตอบแทนจากการเก็งกำไรทิศทางค่าเงินหยวน

หากเราเปรียบเทียบมูลค่าส่งออกจากจีนไปฮ่องกง (รายงานโดยทางการจีน) และมูลค่าการนำเข้าจากฮ่องกงจากจีน (รายงานโดยทางการฮ่องกง) ในเดือน ม.ค. จะเห็นว่าความแตกต่างระหว่างมูลค่าของทั้งสองรายงานแตกต่างกันมากอย่างเห็นได้ชัด ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในเดือน พ.ค.ปีก่อน ที่มีข่าวว่าผู้ส่งออกนิยมลักลอบนำเงินหยวนจากฮ่องกงเข้าไปลงทุนในจีน ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น หากเรากู้เงินดอลลาร์ แลกเป็นหยวน แล้วนำเข้าไปลงทุนในกองทุนประเภท Wealth Management Products ในจีน โดยซื้อสัญญาออปชั่นป้องกันความเสี่ยงทางค่าเงิน เราจะสามารถหาผลตอบแทนจากดอกเบี้ยและค่าเงินได้ถึง 2.5-5.5% ภายในเวลาเพียง 3 เดือน นับตั้งแต่ทางการจีนอนุญาตให้มีการซื้อขายสัญญาออปชั่นที่อ้างอิงกับเงินหยวนในตลาดฮ่องกง มูลค่าการซื้อขายสัญญาออปชั่นเพิ่มขึ้นถึง 700 เท่า ในช่วงเวลาเพียง 3 ปี และมูลค่าเงินฝากสกุลเงินหยวนในฮ่องกงก็เร่งสูงขึ้นเช่นกัน ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ว่าทางการจีนกำลังทำให้ค่าเงินผันผวน เพื่อส่งสัญญาณสู่ตลาดว่าเงินหยวนสามารถเคลื่อนไหวได้สองทางและนักลงทุนสามารถขาดทุนได้

ค่าเงินเยนปรับอ่อนค่าลง หลังจากตัวเลข GDP ไตรมาส 4/2013 ของญี่ปุ่นออกมาชะลอลง เนื่องจากญี่ปุ่นนำเข้าสินค้าพลังงานมหาศาล ทำให้ดุลการค้าปรับแย่ลงต่อเนื่อง นอกจากนี้ ธนาคารกลางญี่ปุ่นยังสร้างความประหลาดใจให้แก่นักลงทุน ด้วยการขยายวงเงินและเพิ่มกรอบเวลาให้ธนาคารพาณิชย์ในเขตที่ประสบภัยพิบัติจากเหตุการณ์สึนามิสามารถปล่อยกู้พิเศษให้แก่ภาคเอกชนได้อีก 1 ปี แม้มาตรการเหล่านี้จะไม่ได้มีผลต่อเศรษฐกิจจริงมากนัก แต่ส่งผลเชิงบวกต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน เนื่องจากเป็นการส่งสัญญาณว่า ธนาคารกลางพร้อมที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อตอบโจทย์การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และเพื่อรับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นจากการขึ้นภาษีการบริโภคในเดือน เม.ย.นี้ โดยผลที่เห็นได้ชัดเจน คือ การตอบรับจากดัชนีตลาดหุ้นนิกเกอิ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.1% ภายในวันเดียว หลังการประกาศมาตรการเพิ่มเติมดังกล่าว

ค่าเงินยูโรอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ที่ต้องจับตามอง คือ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำกว่า 1% ทำให้นักลงทุนวิตกว่ายูโรโซนจะเข้าสู่ภาวะเงินฝืด ดังนั้น ในการประชุมครั้งนี้ ECB อาจออกนโยบายมากระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมเหมือนธนาคารกลางญี่ปุ่น ซึ่งจะทำให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่า

ตลาดพันธบัตร หุ้นกู้ตลาดแรกในสัปดาห์ที่ผ่านมามีการขายหุ้นกู้กลุ่มพลังงาน อันดับความน่าเชื่อถือ AA 4 รุ่น รวมจำนวน 1.5 หมื่นล้านบาท ได้แก่ รุ่นอายุ 3 ปี อัตราผลตอบแทน 3.41% รุ่นอายุ 5 ปี อัตราผลตอบแทน 4.13% รุ่นอายุ 7 ปี อัตราผลตอบแทน 4.61% รุ่นอายุ 10 ปี อัตราผลตอบแทน 4.84% เสนอขายต่อผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ ส่วนหุ้นกู้ตลาดรองที่มีปริมาณการซื้อขายกันมากในสัปดาห์นี้ จะเป็นกลุ่มอายุประมาณ 1 ปี อันดับความน่าเชื่อถือ A อัตราผลตอบแทนที่ซื้อขายกันประมาณ 2.93-2.95% กลุ่มอายุประมาณ 2 ปี อันดับความน่าเชื่อถือ AA อัตราผลตอบแทนที่ซื้อขายกันประมาณ 33.05% และกลุ่มอายุประมาณเกือบ 3 ปี อันดับความน่าเชื่อถือ A+ อัตราผลตอบแทนที่ซื้อขายกันประมาณ 3.43.45%

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท