หมู่บ้านต้นแบบชุมชนคนเลี้ยงหมู
โครงการหมู่บ้านเกษตรกรรมกำแพงเพชร ตั้งอยู่บนพื้นที่ 2 ตำบล คือ ต.เทพนคร และ ต.คณฑี
โครงการหมู่บ้านเกษตรกรรมกำแพงเพชร ตั้งอยู่บนพื้นที่ 2 ตำบล คือ ต.เทพนคร และ ต.คณฑี อ.เมือง จ.กำแพงเพชร เป็นหนึ่งในวิถีชีวิตเกษตรกรดั้งเดิมของไทย แต่ได้รับการพัฒนาดัดแปลง นำเอาเทคโนโลยีจากยุคใหม่เข้าไปเพื่อเสริมสร้างศักยภาพ กลายเป็นหมู่บ้านเลี้ยงหมูแบบทันสมัย ภายใต้การสนับสนุนของพี่ใหญ่ในวงการ
เกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร อย่างบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือซีพีเอฟ และเมื่อมาเห็นด้วยตาตนเองก็ต้องยอมรับว่าเป็นชุมชนคนเลี้ยงหมูที่เข้มแข็งอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย ได้มาเห็นการบริหารจัดการของที่นี่แล้วต้องทึ่ง
เนื่องจากเขาวางผังฟาร์มและมีการจัดพื้นที่ได้อย่างเป็นสัดเป็นส่วน แม้จะมีทั้งฟาร์มพ่อแม่พันธุ์และฟาร์มเลี้ยงหมูขุนอยู่ในบริเวณใกล้กัน ก็ไม่พบว่าเกิดปัญหาเรื่องโรคหรือความเสี่ยงใดๆ
เขาได้มีการวางแผนและจัดการด้านการป้องกันโรคเป็นอย่างดี ขนาดรถจะเข้าไปในหมู่บ้าน ยังต้องผ่านโรงสเปรย์น้ำยาฆ่าเชื้อก่อนทุกครั้ง เรียกว่าตัดโอกาสการนำเชื้อโรคเข้าสู่ฟาร์มอย่างสิ้นเชิง
นอกจากนี้ ถ้ามองอย่างผิวเผินคงไม่นึกว่าที่แห่งนี้เป็นฟาร์มเลี้ยงหมู เพราะบรรยากาศไม่ต่างอะไรกับหมู่บ้านทั่วไป จะว่าไปแล้วที่นี่ดูน่าอยู่และไม่เหม็นอย่างที่หลายคนนึกหวั่น เนื่องจากเขาทำฟาร์มให้เหมือนรีสอร์ท ด้วยโครงการกรีนฟาร์ม
สายัณห์ จันทร์สว่าง ผู้ช่วยกรรม การผู้จัดการ ซีพีเอฟ บอกถึงที่มาของการก่อตั้งหมู่บ้านเกษตรกรรมกำแพงเพชรว่า เกิดขึ้นจากการที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในแนวพระราชดำริด้านการปฏิรูปที่ดิน (พ.ศ. 2518)
พระองค์ทรงเล็งเห็นว่า การปฏิรูปที่ดินเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปที่ดินในประเทศไทย
ประกอบกับเป็นแนวคิดในการพัฒนาเกษตรกรไทยของ ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารซีพี ที่เห็นว่า การส่งเสริมอาชีพแก่เกษตรกร ไม่ใช่เพียงแค่พอสำหรับการดำรงชีพไปวันหนึ่งๆ เท่านั้น แต่จะต้องหาทางเพิ่มพูนรายได้ให้เขามีฐานะความเป็นอยู่ที่ดี มีหลักประกันสำหรับอนาคตของตนเอง
ด้วยเหตุผลนี้ ทางซีพีเอฟจึงจัดสรรที่ดินกว่า 4,000 ไร่ ให้เกษตรกรได้มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง โดยคัดเลือกเกษตรกรในพื้นที่ที่ไม่มีที่ดินทำกิน ขยัน ซื่อสัตย์ จำนวน 64 ครัวเรือน
แยกเป็นเกษตรกรที่เลี้ยงสุกรพันธุ์ จำนวน 40 ครัวเรือน สุกรขุน จำนวน 24 ครัวเรือน จากนั้นก็แบ่งระบบที่ดิน สร้างบ้านพักให้เกษตรกร และแนะนำการเลี้ยงสุกรพันธุ์และสุกรขุนในระบบคอนแทรกต์ฟาร์มมิ่งให้กับชาวบ้าน
สายัณห์ เล่าว่า แรกๆ เกษตรกรเองก็งงกับระบบนี้ แต่พอทำไปสร้างรายได้ที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ จึงเชื่อมั่นและมั่นใจในระบบคอนแทรกต์ฟาร์มมิ่งแบบประกันรายได้ เกษตรกรมีที่ดินจากบริษัทมอบให้เป็นกรรมสิทธิ์สร้างโรงเรือนเอง
ส่วนปัจจัยการผลิต ทั้งแม่พันธุ์ อาหาร และการดูแลบริษัทเป็นผู้จัดหาเองทั้งหมด เกษตรกรมีหน้าที่เลี้ยงสัตว์ให้มีประสิทธิภาพ
ลุงดำ วัดแพง หนึ่งในเกษตรกรรุ่นแรกที่เริ่มโครงการ ได้ที่ดินทำกิน 25 ไร่ ปลูกเป็นบ้านพักอาศัยและโรงเรือนเลี้ยงสุกรพันธุ์ แค่เพียงเดือนแรกก็เห็นความแตกต่าง ตลอด 36 ปี เลี้ยงสุกรพันธุ์มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน เดือนละกว่า 5 หมื่นบาท และยังมีการทำอาชีพเสริมเลี้ยงปลาดุกและปลูกผักกระเฉด โดยนำมูลของสุกรมาเป็นอาหารปลา และปุ๋ยใส่ผักกระเฉด สร้างรายได้เสริมอีกเดือนละกว่า 1 หมื่นบาท แถมยังมีที่ดินทำกิน มีอาชีพ และมีรายได้ที่มั่นคง
เช่นเดียวกับ อำนาจ หาญโสด หนุ่มไฟแรงที่เป็นทายาทรุ่นที่สอง สานต่ออาชีพเลี้ยงสุกรพันธุ์ต่อจากพ่อแม่ โดยก่อนหน้านี้เขาทำงานเป็นพนักงานบริษัท เป็นมนุษย์เงินเดือน รายได้เดือนชนเดือน บางเดือนไม่พอต้องขอที่บ้านเพิ่ม
จนกระทั่งวันหนึ่งมีครอบครัวจึงอยากใช้ชีวิตอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา อีกทั้งเห็นพ่อและแม่เลี้ยงสุกรพันธุ์กับบริษัทมานาน ไม่เคยประสบปัญหาเรื่องรายได้ แถมมีรายได้เพิ่มขึ้นตลอดจึงเข้ามาสานต่อธุรกิจนี้ ทุกวันนี้เขามีความเป็นอยู่ที่สบายและครอบครัวยังอบอุ่น สิ่งเหล่านี้หาซื้อไม่ได้
ด้าน สุดารัตน์ สมสุข เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรขุน ยอมรับว่า อาชีพนี้ไม่ใช่เพียงแค่สร้างรายได้ แต่ยังให้ความสุขกับครอบครัว พ่อ แม่ ลูก ได้อยู่พร้อมหน้า ซีพีเอฟไม่ใช่เพียงให้คำแนะนำดูแลเรื่องการเลี้ยงสุกร แต่มาพลิกชีวิตของเขาและครอบครัวให้มีความสุขอย่างจีรังและยั่งยืน
วันนี้ความสำเร็จตลอดระยะเวลากว่า 36 ปี นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโครงการเมื่อปี 2521 เป็นต้นมา เกษตรกรหมู่บ้านเกษตรกรรมกำแพงเพชร กลายเป็น “หมู่บ้านสามัคคี เทคโนโลยีทันสมัย” และเป็นต้นแบบของชุมชนเข้มแข็งอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย


