posttoday
การตลาดยามยาก

การตลาดยามยาก

12 พฤษภาคม 2553

....ณัฐพล ลือพร้อมชัย

หัวเรื่องวันนี้คงสะท้อนภาพสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ได้เป็นอย่างดี ถึงแม้บ้านเมืองจะไม่สงบ และไม่รู้ว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติสุขเมื่อใด ชีวิตก็ต้องก้าวเดินต่อไป ในทุกธุรกิจเมื่อมีเหตุการณ์เช่นนี้ นำมาซึ่งแนวโน้มว่าจะทำมาค้าขายได้ยากขึ้น รายได้น่าจะไม่เป็นไปตามความคาดหมาย

สิ่งหนึ่งที่ทุกธุรกิจพึงกระทำ คือการรักษาความสามารถในการทำกำไรไว้ หากหารายได้เพิ่มไม่ได้ก็ต้องลดรายจ่ายลง ซึ่งงบก้อนแรกที่จะต้องถูกตัดอยู่เสมอก็คือ งบการตลาด งบโฆษณาประชาสัมพันธ์

ทั้งนี้เพราะส่วนใหญ่ ผู้บริหารที่ไม่ได้มีหน้าที่ดูแลด้านการตลาด มักจะมองไม่เห็นความสัมพันธ์ของงบการตลาดกับยอดขายของบริษัท ทำให้นักการตลาดอย่างเราๆ ท่านๆ ทำงานยากเหลือเกิน

โจทย์มาตรฐานของนักการตลาดยามเศรษฐกิจไม่ดี ก็คือการใช้งบการตลาดที่น้อยลง แต่ต้องรักษาเป้าหมายการขายและการเติบโตของธุรกิจเอาไว้ จะยอมแพ้คู่แข่งไม่ได้เป็นอันขาด และการใช้งบการตลาดในแต่ละครั้งจำเป็นจะต้องถูกตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ชนิดที่เรียกได้ว่าเอกซเรย์ให้เห็นกันทุกรูขุมขนเลยทีเดียว

การทำตลาดในช่วงนี้จึงต้องทำกันแบบละเอียดตามไปด้วย การเลือกใช้เงินก็จะต้องเลือกใช้ให้ถูก และเมื่อใช้แล้วก็ต้องเห็นผลที่สามารถพิสูจน์ได้

ดังที่คุณจอห์น วานาเมเกอร์ เคยกล่าวไว้เมื่อร้อยกว่าปีมาแล้วว่า “Half the money I spend on marketing is wasted – The problem is I don’t know which half.” แปลเป็นไทยก็คือ เขาเชื่อว่า เงินอย่างน้อยครึ่งหนึ่งที่ลงทุนไปในการทำตลาดนั้นสูญเปล่า แต่ปัญหาก็คือ เขาไม่รู้ว่าครึ่งไหนที่มันสูญ เชื่อว่าจนถึงปัจจุบันคำกล่าวนี้ก็ยังคงเป็นจริงอยู่ จึงเป็นหน้าที่ของนักการตลาดที่จะต้องช่วยกันลดการสูญเสียเหล่านี้

ปัจจุบันในการทำธุรกิจ เรามีข้อมูลมากมายกระจายเก็บอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของบริษัท อาทิ ฐานข้อมูลลูกค้า ที่อยู่ติดต่อ รายละเอียดเบื้องต้นของลูกค้า ข้อมูลการซื้อสินค้าหรือบริการ ทั้งวัน เวลา สถานที่ ความถี่ ปริมาณในการซื้อ ชนิดสินค้าที่ซื้อ เป็นต้น

หากเพียงเรานำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์และใช้ในการทำการตลาด ก็จะช่วยให้การทำการตลาดมีความแม่นยำเพิ่มขึ้น แต่จะเริ่มอย่างไรมักจะเป็นปัญหาสำคัญ

เพราะนักการตลาดส่วนใหญ่ มองว่างานด้านการตลาดเป็นงานในเชิงศิลป์ งานสร้างสรรค์ การเข้าถึงจิตใจลูกค้า และมีจำนวนไม่น้อยที่เป็นโรคภูมิแพ้ตัวเลข ต่างจากฝ่ายบัญชี การเงิน และฝ่ายขาย

แต่ในยุคฝืดเคืองแบบนี้ ถ้าไม่เข้าถ้ำเสือคงไม่ได้ลูกเสือ หากอยากได้เงินมาทำการตลาดก็คงต้องพูดจาภาษาตัวเลขให้เป็น และทำการตลาดแบบหวังผลได้จริง

ลองเริ่มแบบง่ายๆ ใช้ตัวเลขน้อยๆ ได้ผลชัดๆ กันก่อน โดยอาจจะมาจากการตั้งโจทย์ว่าปกติการทำโปรโมชันด้วยการลดราคานั้นจะต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก หากทำกันแบบ Mass สื่อสารออกไปทั่วถึงลูกค้าทุกคน ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ลูกค้าส่วนใหญ่ แม้ไม่ลดราคาเขาก็อาจจะยังซื้อสินค้าของเราอยู่ดี

แต่จะทำอย่างไรให้เราสามารถลดราคาให้แก่ลูกค้าที่ควรลดเพื่อเพิ่มยอดขาย อาทิ ลดราคาให้กับลูกค้าที่ไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ เดี๋ยวใช้ของเรา เดี๋ยวใช้ของคู่แข่ง หรือลูกค้าที่จะซื้อต่อเมื่อมีโปรโมชันเท่านั้น หรือลูกค้าที่ซื้อน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

หากคิดง่ายๆ โดยเชื่อกฎ 80/20 อาจจะเดาได้ว่า มีลูกค้าเพียง 20% เท่านั้น ที่เราควรยื่นโปรโมชันส่วนลดให้ เพื่อเพิ่มอัตราการเติบโตของยอดขายถึง 80%

การจะหาคนที่เราควรให้โปรโมชันส่วนนี้ให้เจอ คงต้องเริ่มจากการวิเคราะห์ข้อมูลที่เรามีอยู่ หากเป็นบริษัทไม่ใหญ่ มีฐานลูกค้าหลักร้อยหลักพันก็คงสามารถนำข้อมูลมาดูวิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อเพื่อหาคนเหล่านี้ได้ แต่หากเป็นองค์กรใหญ่ที่มีลูกค้าเป็นแสนเป็นล้านก็คงต้องมีระบบฐานข้อมูล ระบบ Data Mining ที่ซับซ้อนขึ้นเข้ามาช่วยในการหาลูกค้าที่ใช่เหล่านี้

อย่างไรก็ดี การมีระบบคอมพิวเตอร์ราคาแพงนั้นไม่ใช่คำตอบ การจ้างเจ้าหน้าที่ไอทีแพงๆ ก็ไม่ใช่คำตอบเช่นกัน หากแต่นักการตลาดที่ช่างสังเกตและฉลาดในการตั้งคำถามเพื่อนำไปสู่การทำโครงการการตลาดที่มีประสิทธิผลต่างหาก คือปัจจัยของความสำเร็จ

เมื่อพบกลุ่มลูกค้าเป้าหมายจากการวิเคราะห์ข้อมูลแล้ว ต่อมาก็เป็นการสร้างโปรโมชันที่โดนใจลูกค้า

ตัวอย่างในธุรกิจบัตรเครดิตนั้น มีความเชื่อกันว่า การให้เงินคืนเข้าบัญชีลูกค้าเป็นสุดยอดโปรโมชันที่ลูกค้าต้องการ หากแต่มันก็นำมาซึ่งต้นทุนมหาศาลเช่นกัน

เชื่อว่าหลายๆ ธุรกิจก็คงไม่ต่าง หากหาข้อมูลมาได้ แต่ท้ายที่สุดต้องแจกเงินลูกค้า

ถ้ามีการวิเคราะห์ให้ลึกลงไปอีกจะพบว่า ลูกค้าแต่ละกลุ่มมีความชอบต่างกัน และจะตอบสนองต่อโปรโมชันตามความชอบหรือไลฟ์สไตล์ที่ต่างกัน เมื่อเรารู้และได้เสนอสิ่งที่ลูกค้าชอบก็ไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายมากๆ เสมอไป

หลังจากมีกลุ่มเป้าหมาย มีโปรโมชันที่ลูกค้าต้องการ ก็มาถึงส่วนของการสื่อสารไปให้ถึง เพื่อให้ลูกค้าได้รับรู้โปรโมชันของเรา ปัจจุบันนั้นมีวิธีการสื่อสารแบบเข้าถึงตัวหลากหลาย มีต้นทุนที่ไม่มากนัก ตั้งแต่การส่งจดหมาย SMS ผ่านโทรศัพท์มือถือ ไปจนถึงอีเมล

การสื่อสารเหล่านี้ถูกกว่า โทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์ และสามารถส่งตรงให้ถึงเฉพาะกลุ่มเป้าหมายได้ด้วย ทำให้ประหยัด

นี่คือตัวอย่างเบื้องต้นของการทำตลาดในยุคข้อมูลข่าวสาร ยุคที่เงินทุกบาททุกสตางค์มีค่า ต้องใช้อย่างประหยัดและวัดผลได้

นอกจากนี้ เรายังสามารถต่อยอดจากการใช้ข้อมูลเพื่อมาทำการตลาดได้อีกมาก ไม่มีที่สิ้นสุด ขอให้ผู้อ่านทุกท่านมีกำลังใจที่ดีผ่านวิกฤตเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากการเมืองรอบนี้ไปได้ สามารถทำมาค้าขายด้วยงบการตลาดที่ลดลง หากผ่านจุดนี้ไปได้ เมื่อเศรษฐกิจฟื้นกลับมาเราจะวิ่งฉิวกันทีเดียวครับ เพราะวันนี้เราสามารถใช้เงินน้อย ได้ผลมาก เมื่อเรามีเงินมาก ผลก็จะมหาศาล

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท