
‘มาโก้’เน้นโลเกชั่น-เทคโนโลยี
แม้ว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมโฆษณาในตอนนี้จะมีอัตราการเติบโตที่ชะลอตัวลง แต่ธุรกิจโฆษณายังคงต้องดำเนินต่อไป
แม้ว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมโฆษณาในตอนนี้จะมีอัตราการเติบโตที่ชะลอตัวลง แต่ธุรกิจโฆษณายังคงต้องดำเนินต่อไป
เช่นเดียวกับบริษัท มาสเตอร์ แอด หรือมาโก้ ที่ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพื้นที่ป้ายโฆษณาธรรมดาเป็นจอแอลอีดี เพื่อความทันสมัยและตรงกับความนิยมที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้า
นพดล ตัณศลารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาสเตอร์ แอด ผู้ดำเนินธุรกิจสื่อโฆษณาภายนอกที่อยู่อาศัย กล่าวว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจในปีนี้บริษัทจะหันมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจโฆษณาทั้ง 4 กลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นบิลบอร์ด ทรานซิส สตรีทเฟอร์นิเจอร์ หรือเมก ทู ออร์เดอร์ ซึ่งรูปแบบของการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับที่อยู่อาศัยคือ การปรับเปลี่ยนพื้นที่โฆษณาธรรมดาในรูปแบบต่างๆ เป็นการโฆษณาผ่านจอแอลอีดี
ปัจจัยที่ทำให้มาโก้สนใจเปลี่ยนพื้นที่โฆษณาธรรมดาเป็นการโฆษณาผ่านจอแอลอีดี เพราะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพื้นที่โฆษณาได้เพิ่มขึ้น 23 เท่าจากเดิม ซึ่งในแต่ละพื้นที่ก็จะมีขนาดจอแอลอีดีของการโฆษณาที่แตกต่างกันไปตามความเหมาะสม เช่น ขนาด 4 คูณ 2 เมตร 8 คูณ 20 เมตร และ 10 คูณ 20 เมตร แนวทางธุรกิจดังกล่าวคาดว่าจะใช้งบลงทุนที่ประมาณ 200 ล้านบาท
“บริษัทคาดว่าจะสามารถเปลี่ยนพื้นที่โฆษณาธรรมดาเป็นพื้นที่โฆษณาแอลอีดีได้ประมาณ 510% ของพื้นที่โฆษณาทั้งหมดของบริษัทเท่านั้น เนื่องจากบริษัทต้องการดูความเหมาะสมของแต่ละทำเล รวมไปถึงกลุ่มเป้าหมาย หากทำเลไหนไม่เหมาะสมที่จะเปลี่ยนเป็นจอแอลอีดี บริษัทก็จะใช้ป้ายโฆษณาธรรมดาเหมือนเดิม” นพดล กล่าว
ปัจจุบัน มาโก้มีพื้นที่โฆษณาด้วยการเช่าเอกชน 50% ที่เหลืออีก 50% เป็นสัมปทานจากหน่วยงานของภาครัฐ เช่น ตอม่อบีทีเอส การทางพิเศษแห่งประเทศไทย และตอม่อสะพานลอย ซึ่งในส่วนของปีนี้บริษัทมีแผนที่จะเพิ่มพื้นที่โฆษณาในส่วนของสัมปทานจากภาครัฐ ด้วยการเข้าไปประมูลพื้นที่โฆษณาตามหน่วยงานต่างๆ ขณะเดียวกันก็จะจับมือร่วมกับพันธมิตรเพื่อให้บริการโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์
แนวทางธุรกิจดังกล่าวนอกจากจะขยายฐานลูกค้าไปยังลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ในกรุงเทพฯ แล้วยังจะเน้นขยายฐานลูกค้าในตลาดต่างจังหวัดควบคู่กันไป โดยปัจจุบันมาโก้ที่มีพื้นที่สื่อโฆษณาทั้งหมดกว่า 8 หมื่น ตร.ม. กระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ซึ่งในส่วนของปีนี้จะทำการติดตั้งป้ายโฆษณาในโครงการ ฟลายโอเวอร์ เฟส 2 ซึ่งเป็นป้ายโฆษณาที่ติดตั้งตามบริเวณสะพานข้ามแยกต่างๆ เพิ่มเป็น 366 ป้าย จากปัจจุบันที่มีอยู่ 117 ป้าย เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า
“ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป ทำให้เราต้องปรับตัวตาม ซึ่งปีนี้ถือเป็นปีที่เราลงทุนครั้งใหญ่ในรอบ 5 ปี เพื่อรุกธุรกิจสื่อโฆษณานอกที่อยู่อาศัย ที่สามารถรองรับการเติบโตทางธุรกิจในระยะยาว เพราะนอกจากจะรุกตลาดในประเทศแล้ว เรายังมีแผนรุกขยายตลาดในภูมิภาคอาเซียน ส่งผลให้บริษัทต้องใช้งบลงทุนขยายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศปีนี้ไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท” นพดล กล่าว
เหตุผลที่ทำให้มาโก้สนใจเข้าไปขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน คือ การก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 นี้ โดยในแต่ละปี มาโก้มีแผนที่จะเข้าไปรุกทำตลาดเฉลี่ยปีละ 2 ประเทศ ซึ่งรูปแบบโมเดลทางธุรกิจจะเป็นการจับมือพันธมิตรท้องถิ่น เพื่อร่วมกันจัดตั้งบริษัทร่วมทุน หรือการเข้าไปรับจ้างบริหารพื้นที่สื่อโฆษณาให้แก่พันธมิตรในแต่ละประเทศ รวมไปถึงการนำองค์ความรู้ไปพัฒนาร่วมกับพันธมิตร เพื่อสร้างความสำเร็จทางธุรกิจร่วมกัน
สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมสื่อโฆษณานอกที่อยู่อาศัยในปีนี้ นพดลมองว่า ยังมีอัตราการเติบโตที่ดี โดยมีปัจจัยจากไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่ใช้ชีวิตนอกบ้านมากขึ้น ส่งผลให้ลูกค้าเล็งเห็นความสำคัญของการเลือกใช้สื่อโฆษณานอกที่อยู่อาศัยประเภทป้ายโฆษณาตามจุดต่างๆ เป็นอีกช่องทางสื่อสารเพื่อสร้างการรับรู้ในตัวสินค้าและแบรนด์
หลังจากเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง นพดลมั่นใจว่าสิ้นปีนี้จะมีรายได้เติบโตตรงตามเป้าหมายที่วางไว้ 15% หรือมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 1,600 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นเป็น 2,000 ล้านบาท ในปี 2558
การออกมาปรับแผนบุกด้วยการให้ความสำคัญกับโลเกชั่น และใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริม รวมไปถึงการปักธงขยายตลาดในภูมิภาคอาเซียนปีละประมาณ 2 ประเทศ ทำให้มาโก้มั่นใจว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น สิ้นปีนี้ต้องสร้างรายได้ให้เป็นไปตามเป้าหมายได้อย่างแน่นอน







