
บอยคอตธุรกิจกลุ่มชินมวลชนป่วนเสี่ยง"แบรนด์"เสื่อม
หลังจากคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส.เดินหน้ายกระดับการชุมนุมด้วยการกดดันกลุ่มธุรกิจในตระกูลชินวัตรเพื่อเป็นการตอบโต้การตัดการสนับสนุนทางการเงินของกลุ่มทุนที่ต้องสงสัยว่ายืนอยู่ข้างเดียวกับ กปปส.
หลังจากคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส.เดินหน้ายกระดับการชุมนุมด้วยการกดดันกลุ่มธุรกิจในตระกูลชินวัตรเพื่อเป็นการตอบโต้การตัดการสนับสนุนทางการเงินของกลุ่มทุนที่ต้องสงสัยว่ายืนอยู่ข้างเดียวกับ กปปส.
3 บริษัทที่เป็นเป้าหมายหลักของการบอยคอตไม่ใช้สินค้าและบริการ ประกอบด้วย บริษัท เอสซี แอสเสทคอร์ปอเรชั่น บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บริษัท วอยซ์ ทีวี ที่ถือหุ้นโดยคนในตระกูลชินวัตร และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือที่ถูกกล่าวหาว่าตระกูลชินวัตรยังถือหุ้นผ่านตัวแทนหรือนอมินีอยู่
หลังการเริ่มปฏิบัติการบอยคอตเอไอเอส ข้อมูลของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ระบุว่า มีจำนวนผู้ใช้บริการที่ขอโอนย้ายจากเอไอเอสไปใช้เครือข่ายอื่นประมาณ 2,000 เลขหมาย และผู้ใช้บริการเครือข่ายอื่นที่ขอย้ายมาใช้เอไอเอสประมาณ 1,500 เลขหมาย จากปกติที่จะมีการโอนย้ายออกประมาณ 700 เลขหมาย และมีการขอย้ายเข้ามาประมาณ 1,200 เลขหมาย
ขณะที่ วิเชียร เมฆตระการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเอไอเอส พยายามชี้แจงมาตลอดว่า ปัจจุบันเอไอเอสดำเนินธุรกิจตามปกติ และไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง สำหรับสัดส่วนการถือหุ้นสามารถตรวจสอบได้โดยตรงจากตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยผู้ก่อตั้งได้ขายหุ้นทั้งหมดให้กับกลุ่มเทมาเซกแห่งสิงคโปร์ ตั้งแต่วันที่ 23 ม.ค. 2549
"อยากวิงวอนขอความเห็นใจจากสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยผมเองมีความกังวลใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมจึงอยากขอความเห็นใจจากลูกค้าและประชาชน ขอให้เข้าใจว่าบริษัทไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมือง และตระกูลชินวัตรก็ไม่ได้มีหุ้นในบริษัทเลย บริษัทมีพนักงานกว่าหมื่นคนและมีครอบครัวที่ต้องดูแล จึงขอวิงวอนโปรดเห็นใจพนักงานที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานเพื่อส่งมอบบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทุกคน" ผู้บริหารเอไอเอส กล่าว หลังจากกปปส.เริ่มปฏิบัติการ
ด้านวอยซ์ ทีวี ถือเป็นหนึ่งในรายชื่อติดโผการบอยคอตของกลุ่ม กปปส. จากการสอบถามไปยังผู้บริหารของวอยซ์ ทีวี ยังคงยืนยันว่า ทุกอย่างยังคงดำเนินไปตามปกติ และไม่ได้มีการเตรียมแผนการอะไรเป็นพิเศษ แม้ว่าวันที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมาจะโดนกลุ่ม กปปส.บุกเข้ามากดดันที่สถานีก็ตาม
พยุงศักดิ์ ชาญด้วยวิทย์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท วอยซ์ ทีวี กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทยังไม่ได้รับผลกระทบ และการดำเนินธุรกิจช่องวอยซ์ ทีวี ยังคงเป็นไปตามแผนงานเดิมที่วางไว้ เนื่องจากลูกค้าเข้าใจสถานการณ์และการดำเนินธุรกิจของบริษัท
มาที่บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของตระกูลชินวัตรขนานแท้ และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เอสซี แอสเสทฯ ถูกการเมืองเล่นงาน หากย้อนกลับไปก่อนเหตุการณ์รัฐประหารปี 2549 การปลุกระดมต่อต้านสินค้าของกลุ่มชินวัตรเคยเกิดขึ้นอย่างร้อนแรง และเอสซี แอสเสทฯ ซึ่งในเวลานั้นที่มีโลโก้ลูกโลกสีน้ำเงินก็โดนหางเลขไปด้วย แม้ว่าผู้บริหารในเวลานั้นยืนยันว่าไม่ได้รับผลกระทบใดๆ แต่เมื่อ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้ามารับช่วงบริหารต่อ ก็ได้มีการรีแบรนด์ขนานใหญ่ เพื่อปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์และโลโก้บริษัทใหม่ ให้เกิดความเข้าใจว่าบริษัทไม่ได้เกี่ยวโยงกับการเมือง
ในคราวนั้นแม้ว่าจะปฏิเสธว่าการยกเครื่ององค์กรครั้งใหญ่ครั้งแรกของเอสซี แอสเสทฯ ไม่ได้เป็นเพราะการเมือง แต่ก็สามารถรับรู้ได้จากการเปลี่ยนโลโก้ลูกโลกสีน้ำเงินมาเป็นตัวอักษรชื่อบริษัทสีส้ม ซึ่งนอกจากจะสร้างความทันสมัยให้กับองค์กรแล้ว ต้องยอมรับว่ากลยุทธ์คัลเลอร์ แบรนด์ ยังแยกภาพที่เคยถูกผูกติดกับชินคอร์ปอย่างชัดเจนด้วย
ขณะที่หลังจากถูกบอยคอตรอบใหม่ ไม่มีผู้บริหารรายใดของเอสซี แอสเสทฯ ยอมให้สัมภาษณ์ แต่จากการสอบถามไปยังโครงการต่างๆ ก็ยังทำงานตามปกติ ไม่มีมาตรการรับมือเป็นพิเศษ ยกเว้น กปปส.จะบุกมากดดันที่โครงการ
“การที่เอสซี แอสเสทฯ ถูกมรสุมการเมืองเล่นงานอีกครั้งอาจมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์อย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่จะถึงขั้นกระทบกับยอดขายหรือไม่ เป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ยาก เพราะเวลานี้ปัจจัยทางการเมืองและเศรษฐกิจก็กระทบกับตลาดอสังหาริมทรัพย์อยู่แล้ว นอกจากนี้การซื้อบ้านมีปัจจัยประกอบหลายอย่าง กระแสการเมืองอาจมีผลบ้าง แต่อาจไม่ใช่ปัจจัยหลัก” แหล่งข่าวในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้ความเห็น
คงต้องจับตาดูแรงกระเพื่อมที่จะเกิดผลต่อธุรกิจที่ถูกมองว่าอยู่ในเครือข่ายตระกูลชินวัตรกันต่อไป โดยเฉพาะในเรื่องของภาพลักษณ์และทัศนคติที่มีต่อแบรนด์ เพราะต้องยอมรับประการหนึ่งว่า ด้วยจำนวนของมวลมหาประชาชนของ กปปส.ที่มีอยู่นั้นไม่ธรรมดา เพราะถ้าคนกลุ่มนี้ซึ่งมีฐานใหญ่เป็นคนเมืองชั้นกลางไปจนถึงคนระดับบนที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศเกิดไม่พึงพอใจในแบรนด์แล้ว ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่จะบั่นทอนธุรกิจในระยะยาวได้เช่นกัน







