
ธุรกิจเด็กตีปีกรับกระแสเบบี้บูมจีน
เมื่อรัฐบาลเปิดช่องให้ชาวจีนมีลูกคนที่ 2 ได้ ทำให้บรรดาธุรกิจต่างๆ ในแดนมังกรกำลังเล็งเดินเกมรุกเพื่อตักตวงประโยชน์จากยุคเบบี้บูมของประเทศ
เมื่อรัฐบาลเปิดช่องให้ชาวจีนมีลูกคนที่ 2 ได้ ทำให้บรรดาธุรกิจต่างๆ ในแดนมังกรกำลังเล็งเดินเกมรุกเพื่อตักตวงประโยชน์จากยุคเบบี้บูมของประเทศ
เริ่มกันตั้งแต่ธุรกิจด้านสุขภาพและอาหารสำหรับเด็กและทารกที่ได้เพิ่มกำลังการผลิต เพื่อตอบรับกับความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้น โดย ไชน่าเด็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล เอกชนผู้ให้บริการด้านสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดของจีน ได้ขยายบริการด้านการคลอดบุตร ซึ่ง โรเบอร์ต้า ลิปสัน ซีอีโอของบริษัท เชื่อว่าภายในสิ้นปีนี้ ไชน่าเด็กซ์จะเพิ่มเตียงรับเหล่าคุณแม่ทั่วประเทศประมาณ 25% หลังจากเห็นคนสนใจรับบริการคำปรึกษาก่อนตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นมาก
สอดคล้องกับ ริชาร์ด ฟิลด์ ผู้อำนวยการอุตสาหกรรมนมของออร์รานี คอนซัลติ้ง ที่ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ไชน่า เดลี ว่า ตอนนี้บริษัทท้องถิ่นและบริษัทข้ามชาติในวงการธุรกิจนมสำหรับทารกต่างขยายธุรกิจในจีนกันทั้งสิ้น พร้อมมองว่า ยุคเบบี้บูมในเมืองจีนจะทำให้ตลาดนมกลุ่มนี้ขยายตัวประมาณ 20-30% จากปัจจุบันตลาดมีมูลค่าปีละ 6 หมื่นล้านหยวน และคาดว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้นอีก 2,000 ล้านหยวนต่อปี ตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นไป การเปลี่ยนแปลงนโยบายรอบนี้ยังน่าจะทำให้ผู้ผลิตต่างชาติ โดยเฉพาะจากยุโรป ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ มีกำไรเพิ่มขึ้นด้วย
ขณะเดียวกัน สินค้ากลุ่มผ้าอ้อม ของเล่น เวชภัณฑ์ต่างๆ ก็จะได้อานิสงส์จากยุคลูกมังกรน้อยเช่นกัน ในส่วนของผ้าอ้อม เหยียน เมียว นักวิเคราะห์จากบริษัทที่ปรึกษา ปักกิ่ง เอสแอนด์พี ให้ข้อมูลว่า ตลาดผ้าอ้อมสำเร็จรูปมีมูลค่า 2.01 หมื่นล้านหยวนในปี 2556 หรือเติบโต 19% จากปี 2555 และเชื่อว่าตลาดจะขยายตัวขึ้นอีกนับสิบๆ เปอร์เซ็นต์ในยุคเบบี้บูม
นอกจากตัวสินค้าแล้ว ยังมีภาคส่วนอื่นๆ ที่จะเติบโตตามกระแสนี้ เช่น ตลาดงานสำหรับชาวต่างชาติในเมืองจีนก็น่าจะคึกคักมากขึ้น เพราะจะมีความต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์และการศึกษามากขึ้นอีก เพราะตอนนี้เห็นชัดเจนว่าจีนกำลังขาดแคลนแพทย์หลายด้านทั้งกุมารแพทย์ สูตินรีแพทย์ และอายุรแพทย์
ด้านภาคการศึกษาคาดว่าจะได้ผลดีทั้งในระยะกลางและระยะยาว โดย หวัง หนิง ซีอีโอของ เบสต์ เลิร์นนิ่ง อิงลิช ชี้ว่า นักการศึกษาต่างหวังว่านโยบายใหม่ของรัฐบาลจะทำให้ธุรกิจเฟื่องฟูขึ้น บริษัทของเขามีรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 100% ในปีที่ผ่านมา เทียบกับปี 2555 และตอนนี้กำลังวางแผนเปิดศูนย์ฝึกอบรมเพิ่มด้วย พร้อมกับมองว่าการที่ครอบครัวมีลูกสองคนได้ จะทำให้เด็กรุ่นใหม่สามารถเลือกทำกิจกรรมที่ตัวเองสนใจได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นดนตรีหรือศิลปะ นอกจากเน้นกวดวิชาเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะกลายเป็นโอกาสของธุรกิจด้านนี้
ส่วนฝั่งของอสังหาริมทรัพย์กำลังจับตาเทรนด์เบบี้บูมอย่างใกล้ชิด เพื่อจะดูว่าหากครอบครัวขนาดใหญ่มีจำนวนเพิ่มขึ้น จะทำให้ความต้องการอพาร์ตเมนต์ขนาดใหญ่ในเมืองเพิ่มขึ้นหรือไม่
ซุน เซียวเชา ผู้จัดการของโฮมลิงค์ เรียล เอสเตท เอเยนซี เชื่อว่า อย่างน้อยในช่วงสิบปีนี้ ยุคเบบี้บูมไม่น่าจะทำให้ราคาอพาร์ตเมนต์ในเมืองใหญ่ เช่น ปักกิ่ง ปรับตัวขึ้น แต่ในระยะยาวอสังหาริมทรัพย์ในเมืองจะถือเป็นการลงทุนที่ดี โดยปัจจุบันพบว่า อพาร์ตเมนต์ในกรุงปักกิ่งประมาณ 45% เป็นของบรรดาพ่อแม่ที่ซื้อไว้ให้ลูกของตัวเอง
ขณะเดียวกัน ขนาดครอบครัวที่ใหญ่ขึ้นอาจทำให้เห็นชาวจีนที่อยู่ในเมืองระดับ 1 เริ่มหันไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ในเมืองระดับ 2 และ 3 ที่มีค่าครองชีพต่ำกว่าด้วย ซึ่งจะช่วยปลุกให้ราคาตลาดกลุ่มดังกล่าวกระเตื้องขึ้น
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความหวังว่าการปรับนโยบายการมีลูกของชาวจีนรอบนี้ จะช่วยกระตุ้นภาคธุรกิจหลายส่วนให้คึกคักยิ่งขึ้น แต่นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งก็เตือนว่าจะต้องติดตามด้วยว่าครอบครัวชาวจีนจะมีลูกคนที่ 2 กันมากน้อยแค่ไหน
สำหรับเรื่องนี้ หนังสือพิมพ์ไชน่า เดลี รายงานว่า นับตั้งแต่วันที่ 19 พ.ย.ปีที่แล้ว ซึ่งรัฐบาลจีนได้อนุญาตให้ชาวจีนในมณฑลเจ้อเจียง มีลูกคนที่ 2 ได้ พบว่า มีสามีภรรยาเพียง 3,000 คู่ ที่ติดต่อกรมสุขภาพเพื่อสอบถามว่าพวกเขามีสิทธิมีลูกคนที่ 2 ได้หรือไม่ ซึ่งมีผู้หญิงเพียง 87 คนที่ได้รับอนุญาต และ 41 คนได้รับใบรับรองให้มีลูกได้ หลังจากยื่นใบสมัครไป 30 วัน







