posttoday
เอสเอ็มอีเจ็บหนักเจอบริษัทใหญ่เรียนแบบสินค้า

เอสเอ็มอีเจ็บหนักเจอบริษัทใหญ่เรียนแบบสินค้า

25 กุมภาพันธ์ 2557

โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์

โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์

เมื่อ “ดับเบิลยู แอนด์ พี ดีไซน์” ธุรกิจจากนิวยอร์ก ได้ประดิษฐ์คิดค้นและวางขาย “เมสัน เชกเกอร์” ขวดแก้วเก็บรักษาอาหารที่สามารถเปลี่ยนฝาให้กลายเป็น กระบอกเชกเกอร์ ได้ ในราคา 29.95 เหรียญสหรัฐ (ราว 990 บาท) ในเวสต์ เอลม ร้านค้าปลีกสินค้าเมื่อเดือน พ.ย. 2012 หลังจากนั้นเพียง 1 ปี ยอดขายของ เมสัน เชกเกอร์ ก็พุ่งไปแตะระดับ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 33 ล้านบาท)

ยอดขายดังกล่าวนับเป็นการประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของธุรกิจขนาดเล็ก ที่มิใช่ว่าธุรกิจใดๆ ก็ทำได้ แต่ดูเหมือนว่า “อิริค พรัม” และ “โจชัว วิลเลียม” ผู้คิดค้นกระบอกเชกเกอร์แนวใหม่จะไม่ได้มีเวลาเฉลิมฉลองกับความสำเร็จที่ได้มายาวนานสักเท่าไร เพราะเมื่อไม่นานมานี้ ทั้งคู่ได้รู้ว่ามีสินค้าที่คล้ายกับเมสัน เชกเกอร์ออกมาวางขายสู่ท้องตลาดด้วยกันถึง 2 แบรนด์

แบรนด์แรกที่ขายกระบอกเชกเกอร์แนวใหม่ ภายใต้ชื่อ “ออร์จินัล เมสัน 16ออนซ์ ค็อกเทล เชกเกอร์” คือ “เบด บาธ แอนด์ บียอนด์” ร้านค้าปลีกชื่อดังที่มีสาขาทั้งในสหรัฐ เม็กซิโก และแคนาดา ส่วนอีกแบรนด์นั้นผลิตโดย “โฮม เอสเซ็นเชียล” ซึ่งขายในราคา 19.99 เหรียญสหรัฐ (ราว 660 บาท) ที่สินค้าของทั้งสองแห่งมีลักษณะที่ต่างจากเมสัน เชกเกอร์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพียงแค่ราคา ขนาด และแบรนด์ของขวดแก้วที่ใช้

ทั้งนี้ ดับเบิลยู แอนด์ พี ได้ยื่นจดสิทธิบัตรกระบอกเชกเกอร์ขนาด 32 ออนซ์นี้ ในเดือน มี.ค. 2012 ทว่าโดยเฉลี่ยสิทธิบัตรนั้นกว่าจะได้รับการอนุมัติต้องใช้เวลาถึง 29 เดือน ซึ่งแน่นอนว่าในระหว่างนั้นธุรกิจก็ไม่สามารถทำอะไรได้

“เราได้พบว่าพวกเรานั้นกำลังถูกท้าทายจากบริษัทขนาดใหญ่ที่ผลิตสินค้าเลียนแบบ โดยไม่ได้รับการลงโทษแต่อย่างใด” พรัม กล่าวกับซีเอ็นเอ็น มันนี่

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.ปีที่แล้ว ทนายของดับเบิลยู แอนด์ พี ได้แจ้งไปหาโฮม เอสเซ็นเชียล ว่า บริษัทกำลังล่วงละเมิดสินค้าของดับเบิลยู แอนด์ พี

“เราได้คำตอบผ่านจดหมายว่า โฮม เอสเซ็นเชียล คิดว่าสินค้าของเราไม่สามารถจดสิทธิบัตรได้ และพวกเขาจะผลิตเชกเกอร์ต่อไป” พรัม ระบุ พร้อมเผยว่า ส่งจดหมายให้เบด บาธ แอนด์ บียอนด์เช่นกัน

ทั้งนี้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่โฮม เอสเซ็นเชียล เข้าไปเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่องการละเมิดสิทธิ โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานั้น บริษัทตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวกับคดีละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าถึง 4 ครั้ง ซึ่งทั้งหมดนั้นจบลงด้วยการที่ทั้งสองฝ่ายหาข้อตกลงกันได้

ทว่า กรณีเรื่องการยื่นฟ้องเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิบัตรนั้นนับเป็นต้นทุนที่สูงมากสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก

“โดยเฉลี่ยแล้ว ต้นทุนในคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธินั้นสามารถพุ่งขึ้นไปถึง 1 ล้านเหรียญสหรัฐได้เลยทีเดียว ซึ่งธุรกิจขนาดเล็กส่วนใหญ่ไม่สามารถจ่ายได้อยู่แล้ว” ยูริ เอลลีเซอร์ ทนายด้านสิทธิบัตร กล่าว พร้อมระบุว่า โดยส่วนใหญ่แล้วข้อพิพาทเหล่านี้จะจบลงด้วยการตกลงกันได้ หรือไม่ก็ธุรกิจขนาดเล็กเป็นผู้ชนะไป

ทั้งนี้ เอลลีเซอร์นั้นเคยทำงานเป็นทนายให้กับทั้งบริษัทขนาดใหญ่ ก่อนจะเปลี่ยนมาต่อสู้แทนธุรกิจขนาดเล็กเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งทนายหนุ่มรายนี้ระบุว่า กรณีของดับเบิลยู แอนด์ พีนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกไปจากกรณีอื่นๆ

“ธุรกิจขนาดเล็กและผู้ประกอบการมักจะใช้วิธีที่ถูกต้องในการปกป้องไอเดียของตัวเอง ทว่าบริษัทขนาดใหญ่จะทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม โดยพวกเขาจะไม่ตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องสิทธิบัตร เพราะเขารู้ว่าเขามีเงิน ถ้าต้องมาสู้คดีความ” เอลลีเซอร์ กล่าว

ในด้านของ พรัม ผู้คิดค้นเมสัน เชกเกอร์ ระบุว่า ยอดขายนั้นยังไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด ทว่ามีลูกค้าหลายๆ คนที่สับสนเกี่ยวกับเชกเกอร์ของโฮม เอสเซ็นเชียล ว่าเป็นสินค้าของดับเบิลยู แอนด์ พี ซึ่งกลายมาเป็นปัญหาของธุรกิจในขณะนี้มากกว่า

“ตอนนี้เราไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากใครได้” พรัม กล่าว เพราะบริษัทยังไม่สามารถดำเนินคดีการละเมิดสิทธิบัตรได้ จนกว่าการยื่นจดสิทธิบัตรนั้นจะได้รับอนุมัติ ซึ่งยังต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน

“เราแค่ต้องพยายามที่จะไม่เสียสมาธิเพราะสิ่งนี้ เพราะเรามีแค่พนักงานพาร์ตไทม์เพียง 10 คน และสินค้าที่สร้างแบรนด์ที่เราต้องการทำให้เติบโตเท่านั้น” พรัม กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท