
ผลประกอบการแย่กว่าคาด
การรายงานผลประกอบการปี 2556 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดประมาณ 60% ของบริษัทที่อยู่ภายใต้การศึกษาของฝ่ายวิเคราะห์ FSS รายงานผลประกอบการในไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมาค่อนข้างน่าผิดหวัง กำไรสุทธิต่ำกว่าที่เราคาด 15% ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากรายการพิเศษที่เหนือความคาดหมาย เช่นผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่มากกว่า หรือกำไรจากสต๊อกน้ำมันที่น้อยกว่าคาด หากตัดรายการพิเศษต่างๆ ออกไป พบว่า กำไรที่มาจากการดำเนินธุรกิจหลักต่ำกว่าคาด 6% และลดลง 18% จากไตรมาส 3 แต่ยังเพิ่มขึ้น 10% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า
การรายงานผลประกอบการปี 2556 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดประมาณ 60% ของบริษัทที่อยู่ภายใต้การศึกษาของฝ่ายวิเคราะห์ FSS รายงานผลประกอบการในไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมาค่อนข้างน่าผิดหวัง กำไรสุทธิต่ำกว่าที่เราคาด 15% ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากรายการพิเศษที่เหนือความคาดหมาย เช่นผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่มากกว่า หรือกำไรจากสต๊อกน้ำมันที่น้อยกว่าคาด หากตัดรายการพิเศษต่างๆ ออกไป พบว่า กำไรที่มาจากการดำเนินธุรกิจหลักต่ำกว่าคาด 6% และลดลง 18% จากไตรมาส 3 แต่ยังเพิ่มขึ้น 10% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม กำไรที่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้าส่วนใหญ่มาจากกลุ่มธนาคาร หากตัดกลุ่มธนาคารออก พบว่า กลุ่ม Real Sector มีกำไรที่ลดลง 3% จากไตรมาส 4 ของปี 2556 ซึ่งถือว่าน่าผิดหวัง และจากกำไรที่ประกาศออกมาล่าสุด พบว่า กำไรสุทธิทั้งปี 2556 ขยายตัวเพียง 7% ต่ำกว่าก่อนหน้านี้ที่เราคาดไว้ที่ 13%
ส่วนกลุ่มที่กำไรจากการดำเนินงานหลักแย่กว่าคาดมากสุด ได้แก่ กลุ่มพลังงาน, ปิโตรเคมี, AMATA, MAJOR, CPALL, TOG กลุ่มที่กำไรจากการดำเนินงานหลักดีขึ้นทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ กลุ่มสื่อสาร, ค้าปลีก, บ้าน (PS), โลจิสติกส์ (AOT, BTS) ทั้งแนวโน้มผลประกอบการในไตรมาสแรกของปีนี้น่าจะชะลอชัดเจนเพราะหลายธุรกิจได้รับผลกระทบจากการเมือง โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งตลาดในประเทศ เช่น ธุรกิจค้าปลีก บ้าน วัสดุก่อสร้าง สื่อโฆษณา ธนาคาร ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มโรงพยาบาล ส่วนกลุ่มที่ยังเติบโตได้ ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่พึ่งพาตลาดต่างประเทศ ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (KCE, HANA), อาหาร (GFPT, CPF, TVO), เรือ (TTA), THCOM ส่วนกลุ่มที่พึ่งตลาดในประเทศแต่ได้รับผลกระทบจากการเมืองจำกัด ได้แก่ พลังงานทดแทน, ธุรกิจให้บริการโทรศัพท์มือถือ, DSGT, BTS, BTSGIF
การปรับลดประมาณการกำไรในปีนี้ จึงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องเช่นกัน และล่าสุดจากที่เราเคยคาดการณ์ว่า กำไรสุทธิของตลาดในปี 2557 จะขยายตัวเพิ่มขึ้น 15% ปัจจุบันลดลงเหลือ 10% เป็น 102 บาทต่อหุ้น ขณะที่ถ้าอิงตัวเลขของ Bloomberg consensus จะอยู่ที่ 107 บาทต่อหุ้น ดัชนีตลาดปัจจุบันที่ 1,300 จุดจึงคิดเป็นค่า PE 12.112.7 เท่า ไม่ถือว่าแพงหรือถูก เมื่อเทียบกับที่ตลาดหุ้นไทยเคยซื้อขายที่ระดับ 14 เท่า และในช่วงปี 25522553 ที่มีการชุมนุม ตลาดหุ้นซื้อขายที่ระดับ 11 เท่า จึงอยู่ที่การเลือกหุ้น ถ้าคาดหวังกำไรจากราคาหุ้นในช่วงนี้ที่การเมืองยังไม่เห็นทางออก น่าจะลำบาก ยกเว้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก หรือกลุ่มที่เป็นสินค้าจำเป็น ตามที่ได้กล่าวข้างต้นน่าจะปลอดภัยกว่า อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุนที่มองหาหุ้นปันผลสูงที่กำลังจะขึ้นเครื่องหมาย XD ในสัปดาห์นี้มี เช่น MBKET (2.13 บาท, yield 8.9%, XD 25/2/57), LPN (0.58 บาท, yield 3.6%, XD 27/2/57), AI (2 บาท, yield 12%, XD 28/2/57), DELTA (2.70 บาท, yield 4.9%, XD 28/2/57)
สำหรับหุ้นในเครือของ INTUCH ที่ร่วงลงอย่างหนักนับตั้งแต่ กปปส.โจมตีธุรกิจของตระกูลชินวัตร จากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเห็นว่า โครงสร้างการถือหุ้นในปัจจุบันของ INTUCH มี Aspen Holdings (เป็นบริษัทในกลุ่มของ Temasek ซึ่งเป็นกองทุนเพื่อการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 41% ขณะที่ ADVANC มีผู้ถือหุ้นใหญ่คือ INTUCH 40.45% และ SingTel (เป็นบริษัทในกลุ่มของ Temasek) 23.31% โดยกลุ่มชินวัตรและดามาพงศ์ได้ขายหุ้น SHIN (ชื่อในเวลานั้น) ที่ถือทั้งหมด 1,488 ล้านหุ้น ให้แก่ Temasek ตั้งแต่วันที่ 23 ธ.ค. 2549 ในราคาหุ้นละ 49.25 บาท รวมเป็นมูลค่า 7.3 หมื่นล้านบาท ณ วันนี้จึงถือได้ว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกันกับหุ้นในกลุ่ม INTUCH ราคาหุ้นที่ปรับลงมาด้วยความไม่เข้าใจของนักลงทุน จึงน่าจะเป็นจังหวะในการซื้อเพื่อรับเงินปันผลซึ่งให้ผลตอบแทนที่ถือว่าดีทีเดียว
อย่างไรก็ตาม การย้ายค่ายผู้ให้บริการจาก AIS ไปค่ายอื่นในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาที่มีการรายงานว่าเพิ่มเป็น 1,400 เลขหมายต่อวัน แม้จะเพิ่มจากปริมาณปกติที่ 700 เลขหมายต่อวันเป็นเท่าตัว แต่หากเทียบกับฐานลูกค้าทั้งหมดของ AIS ที่ 41 ล้านเลขหมาย ก็ต้องถือว่าไม่มีนัยสำคัญ นักลงทุนจึงควรตั้งสติก่อนการซื้อขาย แต่ในเมื่อกระแสการเมืองยังแรง การซื้อสวนคงไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดี แต่ควรชะลอออกไปก่อนเพราะกว่าจะขึ้นเครื่องหมาย XD ยังมีเวลาอีกประมาณ 1 เดือน







