
CPALLโตชัวร์ชนะกำลังซื้อหายวับ
“ซีพีออลล์” ฝ่ากำลังซื้อหดสำเร็จ ยันปีนี้ยอดขายโตใกล้ปีก่อน เพิ่ม 600 สาขาช่วย
“ซีพีออลล์” ฝ่ากำลังซื้อหดสำเร็จ ยันปีนี้ยอดขายโตใกล้ปีก่อน เพิ่ม 600 สาขาช่วย
นายสุวิทย์ กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) เปิดเผยว่า ยอดขายในปีนี้คงจะเติบโตได้ใกล้เคียงปีก่อน แม้ว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคจะกดดันอยู่ก็ตาม แต่บริษัทยังคงเป้าหมายขยายสาขาร้านเซเว่นอีเลฟเว่น เพิ่มอีก 550-600 สาขาในปีนี้
อย่างไรก็ตาม มองภาพรวมธุรกิจค้าปลีกในปีนี้จะเติบโตราว 5% ชะลอลงจากปี 2556 ที่เติบโตราว 9% คาดว่าครึ่งปีหลังจะดีกว่าในช่วง 6 เดือนแรก จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกขยายตัวทั้งสหรัฐและยุโรป ส่วนการเมืองน่าจะหาทางออกได้ข้อยุติเร็วๆ นี้
ปัจจุบันภาพรวมกำลังซื้อของประชาชนมีปัจจัยลบอยู่ คือความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดน้อยลง เศรษฐกิจในประเทศไม่ดี ชาวนาไม่มีรายได้จากการขายข้าว และราคาพืชผลเกษตรหลายประเภทก็ตกต่ำ แต่ก็ยังมีปัจจัยบวกอยู่บ้าง เช่น ในเดือน ม.ค. ตัวเลขส่งออกของไทยขยายตัวขึ้น ราคาพืชผลเกษตรอย่างปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็น 5 บาท/กก. จาก 23 บาท/กก. อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ราว 2% เศษถือว่าไม่สูง ซึ่งช่วยประคองเศรษฐกิจไม่ให้เดินไปอย่างลำบาก
นายสุวิทย์ กล่าวว่า ธุรกิจค้าปลีกสินค้าประเภทอาหารยังน่าจะเติบโตในระดับปกติ ส่วนสินค้าฟุ่มเฟือยหรือสินค้าคงทนน่าจะชะลอลง เพราะอารมณ์ของผู้บริโภคขณะนี้ไม่อยากจะจับจ่ายใช้สอย แต่หากสถานการณ์กลับมาปกติก็เชื่อว่ากำลังซื้อจะพุ่งขึ้น
เมื่อปี 2556 บริษัทมีกำไรสุทธิ 10,536 ล้านบาท ลดลง 512 ล้านบาท หรือ 4.63% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2555 ที่มีกำไรสุทธิ 11,048 ล้านบาท
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงแนะนำ “ซื้อ” หุ้น CPALL ในส่วนบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ ให้มูลค่าที่เหมาะสม 45 บาท โดยมองว่าในปี 2557 ผลประกอบการจะเพิ่มขึ้นจากค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับบริษัท สยามแม็คโคร (MAKRO) ที่ลดลง และการดำเนินงานที่ดีขึ้น บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผล 0.9 บาท คิดเป็นอัตราการจ่าย 77% และผลตอบแทน 2.3% (ขึ้น XD ในวันที่ 20 เม.ย.)
ด้านนักวิเคราะห์จาก บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซีย ไซรัส เชื่อว่า CPALL จะได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อหดตัวและปัญหาการเมืองค่อนข้างจำกัด เพราะส่วนใหญ่เป็นสินค้าอาหารสัดส่วนสูงราว 72% ของรายได้รวม และไม่มีภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อ MAKRO อีก รวมถึงความเสี่ยงจากผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนจะลดลงจากการทยอย หนี้สกุลเงินเหรียญสหรัฐเป็นสกุลบาท แต่ได้ปรับลดกำไรสุทธิปีนี้ลงจากเดิมราว 11% เป็น 12,953 ล้านบาท เป็นการกลับมาเติบโตอีกครั้งราว 23% จากปีที่ผ่านมา และปรับลดราคาเป้าหมายเป็น 55 บาท จากเดิม 61.5 บาท
ทั้งนี้ การประมาณการกำไรยังใช้สมมติฐานอัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม 5% และคาดมีการขยายสาขาใหม่ 600 แห่ง แต่มีการปรับลดอัตรากำไรขั้นต้นเป็น 23% จากเดิมที่ประมาณการไว้สูงเกินไปที่ 23.4% เนื่องจากผลกระทบมากกว่าคาดจากการรวม MAKRO ซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ต่ำกว่า CPALL อยู่มาก (CPALL 25.6% เทียบกับ MAKRO 8.7%) แต่อัตรากำไรขั้นต้นยังเพิ่มขึ้นจาก 22.6% ในปีที่ผ่านมา และมีความเสี่ยงเรื่องอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าสมมติฐานที่คาดไว้ระดับ 5%
วันที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมา CPALL มีการซื้อขายรายการใหญ่ (บิ๊กล็อต) จำนวน 4,322,200 หุ้น มูลค่า 165 ล้านบาท ในราคาเฉลี่ย 38.25 บาท ซึ่งเท่ากับราคา ปิดในตลาด







