
เอไอเอคาด’58กำไรพุ่ง30%
อานิสงส์ลดภาษีนิติบุคคล20%ไม่ห่วงการเมืองไทยเชื่อกระทบแค่ช่วงสั้น
อานิสงส์ลดภาษีนิติบุคคล20%ไม่ห่วงการเมืองไทยเชื่อกระทบแค่ช่วงสั้น
เอไอเอ กรุ๊ป คาดปี 2558 สาขาไทย มีกำไร 30% ผลจากการลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 20% ในปี 2557
บริษัท เอไอเอ กรุ๊ป คาดการณ์ว่าเอไอเอ สาขาประเทศไทย จะมีผลตอบแทนจากการดำเนินงานปี 2558 ประมาณ 30% จากการที่ประเทศไทยจะมีการลดภาษีนิติบุคคลในปี 2557 เหลือ 20%
นายซาลูน ธรรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอ สาขาประเทศไทย เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจประกันชีวิตปี 2557 คาดว่าทั้งระบบจะยังเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก เพราะสัดส่วนคนไทยทำประกันยังต่ำ ซึ่งเอไอเอจะมีนโยบายเติบโตทุกปี ขณะที่ประเทศไทยมีขนาดธุรกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของกลุ่มเอไอเอ ฉะนั้น จะต้องเติบโตเพื่อสนับสนุนให้ทั้งกลุ่มสามารถเติบโตต่อเนื่อง
สำหรับเหตุการณ์ทางการเมืองนั้นจะกระทบต่อการขายประกันออมทรัพย์ระยะสั้นกับกรมธรรม์ประกันสินเชื่อ เพราะมีผลวิเคราะห์ถึงการปล่อยสินเชื่อจะลดลง แต่ในมุมของเอไอเอเน้นขายประกันชีวิตแบบคุ้มครองระยะยาว การขายประกันผ่านธนาคารมีน้อย จึงไม่กระทบกับผลงานโดยรวมของบริษัทในปีนี้
ขณะที่ผลกระทบของลูกค้าที่บริษัทมีการทำตลาดเกษตรกร ซึ่งเก็บเบี้ยรายเดือนเดือนละ 200500 บาท ยังคงชำระเบี้ยตามปกติ แสดงว่ายังไม่ได้รับผลกระทบจากโครงการรับจำนำข้าว รวมถึงลูกค้าในพื้นที่อื่นๆ ก็ยังไม่มีการขอผ่อนผันชำระเบี้ยที่มีสาเหตุจากการเมือง อย่างไรก็ดี หากลูกค้ามีปัญหาบริษัทก็พร้อมขยายเวลาให้ 45 วัน 56 วัน และ 2-3 เดือน ซึ่งเคยผ่อนผันมาแล้วช่วงน้ำท่วมใหญ่
นอกจากนี้ ลูกค้าเก่ายังคงมีการชำระเบี้ยตามปกติ อาจเป็นเพราะลูกค้าเห็นว่าสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนเช่นปัจจุบัน จำเป็นต้องมีความคุ้มครองให้กับชีวิต
“ยอมรับว่า ในระยะสั้นตลาดประกันชีวิตได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมืองเห็นได้จากยอดขายลดลงมาก แต่บริษัทมีการทบทวนแผนการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทุกเดือนเพื่อรักษาการเติบโตเอาไว้” นายธรรม กล่าว
ทั้งนี้ สำหรับปี 2556 งบสิ้นสุดเดือน พ.ย. บริษัท เอไอเอ สาขาประเทศไทย มีมูลค่าของธุรกิจใหม่ หรือเบี้ยใหม่ราว 1.02 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% มีเบี้ยรับรวม 1.07 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 8% มีกำไรหลังหักภาษี 1.68 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 471 ล้านเหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ ธุรกิจในไทยมีรายได้จากการลงทุนสูงอันดับ 2 รองจากฮ่องกง โดยทำได้ถึงราว 3.02 หมื่นล้านบาท และมีรายได้รวม 1.42 แสนล้านบาท ห่างจากฮ่องกงเพียง 24 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ช่องทางการจำหน่ายนั้นตัวแทนเป็นช่องทางหลักที่มีศักยภาพในการแข่งขันสูงที่สุดอันดับหนึ่งในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม บริษัทได้กระจายไปยังช่องทางขายอื่นๆ ด้วย







