
เอสเอ็มอีหวั่นการเมืองกระทบธุรกิจมากสุด
ทีเอ็มบี เผยดัชนีความเชื่อมั่นเอสเอ็มอีในระยะ 3 เดือนข้างหน้าลดต่ำสุดในรอบ 7 ไตรมาส เผยธุรกิจกังวลการเมืองแซงภาวะเศรษฐกิจเป็นครั้งแรก
ทีเอ็มบี เผยดัชนีความเชื่อมั่นเอสเอ็มอีในระยะ 3 เดือนข้างหน้าลดต่ำสุดในรอบ 7 ไตรมาส เผยธุรกิจกังวลการเมืองแซงภาวะเศรษฐกิจเป็นครั้งแรก
นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอี จากลูกค้าธุรกิจของธนาคารที่ใช้วงเงินสินเชื่อไม่เกิน 50 ล้านบาทจำนวน 500 กิจการ โดยพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของเอสเอ็มอี ณ สิ้นเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา อยู่ในระดับต่ำกว่าปกติที่ 41.1 ทรงตัวใกล้เคียงระดับ 40.1 และ 40.9 ในช่วงไตรมาส 3-4 ของปีก่อน เนื่องจากผู้ประกอบการมองว่าเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะไม่สดใสนัก
นอกจากนี้ ยังพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของธุรกิจเอสเอ็มอีในช่วง 3 เดือนข้างหน้า ยังปรับลดจากระดับ 58.4 ลงมาอยู่ที่ 54.2 ซึ่งเป็นการลดลงอย่างมีนัยยะและต่ำสุดในรอบ 7 ไตรมาส เพราะธุรกิจกังวลต่อภาวะการเมืองและเชื่อว่ารายได้กิจการอาจไม่กระเตื้องขึ้นจากปัจจุบัน ทำให้มีผลต่อการตัดสินใจชะลอการลงทุนและจ้างงานในระยะถัดไป
นายเบญจรงค์ กล่าวว่า หากพิจารณาเป็นรายประเภทธุรกิจ ศูนย์วิเคราะห์ฯ พบว่า กลุ่มธุรกิจการผลิต เป็นกลุ่มที่มีความเชื่อมั่นต่ำที่สุดที่ 38.4 เนื่องจากผู้ประกอบการต้องรับปัจจัยความเสี่ยงจากหลายปัจจัยพร้อมกัน เช่น ยอดขาย ต้นทุนการผลิต แรงงาน วัตถุดิบ ภาวะการแข่งขัน การสต็อก ทำให้อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงง่ายกว่า รองลงมาเป็นกลุ่มธุรกิจค้าปลีกค้าส่งที่ 40.7 ขณะที่กลุ่มธุรกิจบริการมีดัชนีความเชื่อมั่นที่ 45.4
สำหรับปัจจัยความกังวลที่มีผลต่อเอสเอ็มอีในเดือน ม.ค. พบว่า การเมืองเป็นปัจจัยที่น่ากังวลที่สุด โดยมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นจาก 21.3% ในไตรมาสที่ 4 ของปี 56 เป็น 42.4% ทิ้งห่างความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่มีน้ำหนักที่ 27.4% ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ธุรกิจเอสเอ็มอีกังวลต่อการเมืองมากกว่าภาวะเศรษฐกิจในประเทศนับตั้งแต่มีการสำรวจมา 7 ไตรมาส
"ในอีก 3 เดือนข้างหน้า การเมืองจะยังเป็นปัจจัยบั่นทอนความเชื่อมั่นของเอสเอ็มอีซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัว โดยเฉพาะผู้ประกอบการในเขตกรุงเทพที่มีดัชนีความเชื่อมั่นที่ระดับ 38.0 ต่ำกว่าภูมิภาคอื่น ส่วนภาคที่ยังเชื่อมั่นดีสุดคือภาคตะวันออกที่ดัชนีอยู่ในระดับ 48.5" นายเบญจรงค์ กล่าว







