posttoday
ต้องปฏิรูปเศรษฐกิจ...ควบคู่กับการเมือง

ต้องปฏิรูปเศรษฐกิจ...ควบคู่กับการเมือง

24 กุมภาพันธ์ 2557

จากวิกฤตการเมืองในประเทศกระทบต่อภาคเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง ขณะเดียวกันปัญหาทางออกก็ยังไม่รู้ว่าจะไปจบอย่างไรและเมื่อใด สำหรับแนวทางการปฏิรูปการเมืองของแต่ละกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองก็มีความแตกต่างกัน ที่สำคัญต่างฝ่ายยังไม่มีรายละเอียดของแนวทางการปฏิรูป ทั้งในด้านกฎหมาย แนวทางการปฏิบัติ และเมื่อปฏิรูปแล้ว กลุ่มใดจะมีพื้นที่ยืนอยู่ตรงไหน จึงทำให้แนวทางปฏิรูปการเมืองยังต้องใช้

จากวิกฤตการเมืองในประเทศกระทบต่อภาคเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง ขณะเดียวกันปัญหาทางออกก็ยังไม่รู้ว่าจะไปจบอย่างไรและเมื่อใด สำหรับแนวทางการปฏิรูปการเมืองของแต่ละกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองก็มีความแตกต่างกัน ที่สำคัญต่างฝ่ายยังไม่มีรายละเอียดของแนวทางการปฏิรูป ทั้งในด้านกฎหมาย แนวทางการปฏิบัติ และเมื่อปฏิรูปแล้ว กลุ่มใดจะมีพื้นที่ยืนอยู่ตรงไหน จึงทำให้แนวทางปฏิรูปการเมืองยังต้องใช้

ทั้งนี้ การแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศคงไม่ได้อยู่เฉพาะประเด็นการเมืองเพียงอย่างเดียว จำเป็นที่จะต้องมีการปฏิรูปเศรษฐกิจควบคู่กันไปด้วย ซึ่งต้องยอมรับว่าปัญหาการเมืองครั้งนี้เกิดจากการที่ภาคการเมืองเข้าไปครอบงำภาคเศรษฐกิจ จนเกิดผลประโยชน์ทับซ้อน อีกทั้งการบิดเบือนราคาและต้นทุนทั้งของภาคอุตสาหกรรม บริการ และภาคเกษตร จนทำให้ประชาชนฐานรากและเกษตรกรมีความอ่อนแอพึ่งตนเองไม่ได้ นักการเมืองจึงเข้าครอบงำ “เมื่อการเมืองแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย ก็แยกประชาชนออกจากกันจนกลายเป็นปัญหาของประเทศอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน”

ประเด็นที่ต้องปฏิรูปเศรษฐกิจเป็นอันดับต้นๆ คือ การวางแผนการฟื้นฟูภาคเศรษฐกิจซึ่งได้รับผลกระทบ ไล่มาตั้งแต่ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับท่องเที่ยว ซึ่งได้รับผลกระทบมากกว่าทุกภาคส่วน เฉพาะเดือน ม.ค. ภาคการท่องเที่ยวขยายตัวได้เพียง 0.6% เทียบจากตัวเลขเฉลี่ยปี 2556 ขยายตัวได้ 19.6%

สำหรับภาค SME จากการสำรวจของ ส.อ.ท. พบว่าผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีกว่า 70% ยอดขายตก ขาดทุน หรือแทบไม่มีกำไร นอกจากนี้ ต้องจัดทำแผนเร่งรัดการส่งออกซึ่งปีที่แล้วถึงขั้นติดลบ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์อย่ายุ่งกับเรื่องข้าวอย่างเดียวจนไม่มีเวลามาดูภาคการส่งออก ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีนี้

ทั้งนี้ การช่วยเหลือผู้ประกอบการจะต้องใช้มาตรการทั้งการคลังและการเงิน โดยเฉพาะปัญหาสภาพคล่องของเอกชน

สำหรับมาตรการเร่งด่วนซึ่งต้องเตรียมแนวทางการดำเนินงานเพื่อรอรัฐบาลใหม่ คือ การเร่งการจ่ายหนี้ค่าข้าวของชาวนาประมาณ 1.2 แสนล้านบาท เพราะเป็นความเดือดร้อนเฉพาะหน้า มีผลต่อกำลังซื้อของประเทศ เห็นได้จากการบริโภคภาคประชาชนไตรมาสสุดท้ายปีที่แล้วถึงขั้นติดลบ 4.5% ต่ำสุดนับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ขณะเดียวกันแผนกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนซึ่งไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว ติดลบสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 13%

นอกจากนี้ แนวทางการปฏิรูปภาคเกษตรให้ปลอดจากการเมือง ก็ต้องให้เกษตรกรพึ่งตัวเอง ด้วยการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและการแปรรูปสินค้าเกษตร โดยจะต้องมีการเชื่อมโยงโซ่อุปทานกับภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้ การปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อก้าวผ่านวิฤตการเมืองจำเป็นที่จะต้องเตรียมการไว้ล่วงหน้า เนื่องจากการปฏิรูปการเมืองยังมีข้อจำกัด เพราะประชาชนจำนวนมากยังไม่เข้าใจว่าปฏิรูปคืออะไร และจะปฏิรูปอะไร

ดังนั้น นักการเมืองถึงแม้จะมีการเลือกตั้งใหม่ ก็คงหาเสียงให้ถูกใจประชาชนไว้ก่อน โดยไม่ต้องคำนึงถึงการปฏิรูป เพราะประชาชนก็ไม่เข้าใจอยู่แล้ว ดังนั้น การปฏิรูปจะต้องกำหนดกรอบว่าจะปฏิรูปอะไร เป็นกรอบเบื้องต้นให้ประชาชนเข้าใจได้ง่าย เพื่อป้องกันนักการเมืองเข้าไปออกนโยบายประชานิยมมอมเมาประชาชน

อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ หัวใจสำคัญอยู่ที่การ “ปฏิรูปคน” ให้มีความรู้ ความเข้าใจการเมือง รู้ผลเสียของการขายเสียง รวมถึงการไม่ตกเป็นเหยื่อของนักการเมือง (ที่ไม่ดี) ด้วยการไปเชียร์แบบสุดโต่งโดยไม่มีเหตุมีผล ขณะเดียวกันการปฏิรูปสื่อมวลชนก็ต้องทำไปพร้อมกับการปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจ ทั้งสื่อมวลชนเอกชน ก็ต้องไม่ยึดติดอยู่กับผลกำไรมากเกินไป

ขณะเดียวกัน สื่อมวลชนของรัฐ ซึ่งใช้ภาษีของประชาชนก็ไม่ควรไปอิงอยู่กับการเมืองหรือผู้บริหารประเทศ จนละเลยข้อเท็จจริงและการให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ประชาชน ทั้งหมดที่กล่าวนี้ ก็ทำไม่ได้ง่ายๆ เพราะเป็นเรื่องของผลประโยชน์ ...

เอาว่ามาบ่นกันให้ฟังก็แล้วกันนะครับ

(ติดตามบทความย้อนหลังได้ที่ www.tanitsorat.com)

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท