
"ยันฮี" ปั้นสินค้าสุขภาพสู้ศึกโร่งพยาบาล
การแข่งขันที่ร้อนแรงของธุรกิจโรงพยาบาล ทำให้โรงพยาบาลทุนหนา เดินหน้าซื้อกิจการเพื่อลดต้นทุนด้านบริหารจัดการต้นทุนเครื่องมือแพทย์
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
การแข่งขันที่ร้อนแรงของธุรกิจโรงพยาบาล ทำให้โรงพยาบาลทุนหนา เดินหน้าซื้อกิจการเพื่อลดต้นทุนด้านบริหารจัดการต้นทุนเครื่องมือแพทย์ ขณะโรงพยาบาลที่โดดเดี่ยวไม่มีเครือข่ายต้องปรับตัวเพื่อให้รายได้และกำไรยังคงเติบโตต่อเนื่อง
สุพจน์ สัมฤทธิวณิชชา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลยันฮี กล่าวถึงแผนสู้ศึกธุรกิจโรงพยาบาลในปีนี้ว่า จะเน้นสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสินค้าและบริการใหม่ๆ ที่จะมี โดยบริการใหม่ที่วางแผนเปิดตัวปีนี้ ได้แก่ ศูนย์ความงามครบวงจร ครอบคลุมการศัลยกรรมตกแต่งตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ซึ่งเป็นการรวมแผนกเดิมที่มีอยู่แล้วแต่กระจัดกระจายให้มาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่เปิดไปเมื่อเดือน ม.ค. และศูนย์เสริมสร้างเต้านม สำหรับผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งต้องตัดเต้านมออกไป เปิดไปเมื่อ ม.ค.เช่นกัน โดยศูนย์ทั้งหมดนี้โรงพยาบาลใช้เงินลงทุนไป 500 ล้านบาท เพื่อซื้อเครื่องมือการแพทย์เพิ่ม รวมทั้งขยายเตียงให้บริการผู้ป่วย จากเดิมมีให้บริการ 300 เตียง เป็น 400 เตียง
นอกจากนี้ ยังมีแผนเดินสายโรดโชว์อย่างต่อเนื่องในต่างประเทศ ที่ผ่านมาไปประเทศพม่า จีน และคูเวต มาแล้ว หลังจากนี้วางแผนจะไปสหรัฐช่วงกลางปี เพราะมองว่าสหรัฐมีความนิยมแปลงเพศสูงมาก แต่ที่สหรัฐมีค่าใช้จ่ายสำหรับแปลงเพศสูงกว่าไทยถึง 10 เท่า หากมาใช้บริการที่ไทย แม้ว่าจะมีค่าเดินทาง แต่เมื่อรวมกับค่าบริการทางการแพทย์แล้ว ก็ยังต่ำกว่าค่าใช้จ่ายในสหรัฐอยู่ดี จึงน่าจะได้รับการตอบรับจากตลาดนี้
สุพจน์ กล่าวว่า ได้ปรับเป้าหมายรายได้ปีนี้ ให้เหลือเท่ากับปีที่ผ่านมา ที่ 2,000 ล้านบาท จากเดิมตั้งเป้าหมายเติบโต 10% หรือ 2,200 ล้านบาท เนื่องจากผลกระทบสถานการณ์การเมืองช่วงต้นปีเป็นหลัก ทำให้กลุ่มต่างชาติที่วางแผนมาใช้บริการทางการแพทย์ ยกเลิกการใช้บริการไปเกือบหมด แต่เมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองสงบ คาดว่า 3 เดือน ต่างชาติจะกลับมา
สำหรับปัจจัยที่จะช่วยรักษาสัดส่วนรายได้ให้โตได้เท่าปีที่ผ่านมานั้น ไม่ได้มาจากการให้บริการในโรงพยาบาลอย่างเดียว แต่เป็นเพราะโรงพยาบาลหันมารุกธุรกิจ บริษัท ยาอินไทย และบริษัท เมดโดซิน ซึ่งเป็นบริษัทในเครือบริษัทที่ผลิตและจำหน่ายยาสมุนไพร ยาแผนปัจจุบัน อาหารเสริม ผลิตภัณฑ์ด้านความงามและสุขภาพมากขึ้นด้วย เนื่องจากมองว่ายังมีกลุ่มเป้าหมายจำนวนมากที่อาศัยในพื้นที่ห่างไกลโรงพยาบาลยันฮี ไม่มีโอกาสหาแพทย์ผิวหนังของที่โรงพยาบาล
ขณะที่เดิมบริษัทในเครือผลิตยาเพื่อมาใช้ภายในโรงพยาบาลอยู่แล้ว เช่น ครีมแก้ฝ้า ครีมหน้าขาว ครีมแต้มสิว และครีมกันแดด จึงหันมากระจายผลิตภัณฑ์ไปยังช่องทางจำหน่ายอื่นมากขึ้น ผ่านตัวแทนจำหน่ายยาทั่วไป และเมื่อปีที่ผ่านมาเพิ่งเริ่มนำผลิตภัณฑ์ 45 ชนิด กระจายผ่านเซเว่น อีเลฟเว่น แฟมิลี่มาร์ท และวัตสัน เพื่อให้คนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้ง่าย จากปัจจุบันที่มีผลิตภัณฑ์อยู่กว่า 100 ชนิด มียอดขายผลิตภัณฑ์ 100 ล้านบาท ส่วนปีนี้ตั้งเป้าหมายว่าจะรักษายอดขายให้ได้เท่าปีที่ผ่านมา เพราะต้นปีได้รับผลกระทบสถานการณ์การเมือง
ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เตรียมออกปีนี้ ได้แก่ น้ำดื่ม วิตามินวอเตอร์ คาดว่าจะเปิดตัวเดือน เม.ย.นี้ เป็นน้ำดื่มที่ผสมวิตามินบีเข้าไป ขณะนี้อยู่ระหว่างกำหนดราคา คาดว่าจะจำหน่ายผ่านร้านค้าทั่วไป รวมถึงวางจำหน่ายในตู้แช่ของโรงพยาบาล โรงเรียน และโรงอาหารต่างๆ เป็นต้น ปัจจุบันเริ่มทดลองใช้ภายในโรงพยาบาลแล้ว โดยให้ผู้ป่วยที่ใช้ห้องพักฟื้นรับประทานฟรี โดยขณะนี้เตรียมกำลังการผลิตน้ำดื่ม วิตามินวอเตอร์ ไว้ 10 ล้านขวดต่อเดือน หรือ 6 แสนขวดต่อวัน
“ได้บุกธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยา อาหารเสริม ผลิตภัณฑ์ด้านความงามและสุขภาพ มา 6 ปีแล้ว แต่เพิ่งเริ่มกระจายผ่านโมเดิร์นเทรดปีที่ผ่านมา โดยธุรกิจโตปีละ 15% สำหรับปีนี้มีน้ำดื่ม วิตามินวอเตอร์ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายคือคนทุกเพศทุกวัย ที่ผ่านมายังไม่เคยมีใครทำผลิตภัณฑ์แบบนี้มาก่อนในไทย ขณะที่ต่างประเทศกำลังนิยมกันมาก ทั้งในสหรัฐ แคนาดา และอังกฤษ เพราะมีสรรพคุณแก้กระหายน้ำได้ และร่างกายก็จะได้รับวิตามินที่ผสมอยู่ในน้ำด้วย จึงน่าจะได้รับกระแสตอบรับดี อย่างไรก็ตามอาจต้องใช้เวลาสร้างการรับรู้เกี่ยวกับน้ำดื่มผสมวิตามินว่าได้ประโยชน์อย่างไรบ้าง เพราะคนอาจจะยังไม่รู้จักผลิตภัณฑ์ลักษณะนี้” สุพจน์ กล่าว
แม้โรงพยาบาลยันฮีจะเป็นโรงพยาบาลที่ให้บริการเดี่ยวๆ ไม่มีโรงพยาบาลในเครือเหมือนกับโรงพยาบาลรายใหญ่ในไทย แต่ก็น่าจะแข่งขันได้ เพราะมีจุดเด่นที่แตกต่างจากโรงพยาบาลทั่วไป เป็นโรงพยาบาลที่เน้นด้านบริการทางการแพทย์เกี่ยวกับความสวยความงาม ซึ่งไม่มีโรงพยาบาลไหนทำ เชื่อว่าหากให้บริการดีๆ เชื่อถือได้ ก็จะทำให้ธุรกิจแข็งแรงเพียงพอจะยืนหยัดต่อไป







