
ค่าเงินผันผวน...บริหารความเสี่ยงเพื่อช่วยลดต้นทุน
ในสัปดาห์นี้ เงินบาทน่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.45-32.75 ต่อดอลลาร์ ซึ่งน่าจะมีเสถียรภาพมากขึ้น ในสัปดาห์สิ้นเดือนอาจจะทำให้ความต้องการซื้อขายเงินดอลลาร์จากผู้ส่งออกและนำเข้าสมดุลมากขึ้น อย่างไรก็ดี ยังมีประเด็นการเมืองของไทยที่ต้องติดตาม รวมถึงตัวเลขส่งออกจากกระทรวงพาณิชย์และรายงานภาวะเศรษฐกิจรายเดือนจาก ธปท. ขณะที่ยังต้องจับตามองตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ อาทิ จีดีพีไตรมาส 4 นเยนปรับออ่ับออ่นค่าลงยาของนักลงทุน เนื่องจากเป็นการแสดงสัญญาณว่าธฯคารกลางพร้อมที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อตอบโจทยอดขายบ้านใหม่ คำสั่งซื้อสินค้าคงทน และจำนวนคนขอรับสวัสดิการว่างงาน
ในสัปดาห์นี้ เงินบาทน่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.45-32.75 ต่อดอลลาร์ ซึ่งน่าจะมีเสถียรภาพมากขึ้น ในสัปดาห์สิ้นเดือนอาจจะทำให้ความต้องการซื้อขายเงินดอลลาร์จากผู้ส่งออกและนำเข้าสมดุลมากขึ้น อย่างไรก็ดี ยังมีประเด็นการเมืองของไทยที่ต้องติดตาม รวมถึงตัวเลขส่งออกจากกระทรวงพาณิชย์และรายงานภาวะเศรษฐกิจรายเดือนจาก ธปท. ขณะที่ยังต้องจับตามองตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ อาทิ จีดีพีไตรมาส 4 นเยนปรับออ่ับออ่นค่าลงยาของนักลงทุน เนื่องจากเป็นการแสดงสัญญาณว่าธฯคารกลางพร้อมที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อตอบโจทยอดขายบ้านใหม่ คำสั่งซื้อสินค้าคงทน และจำนวนคนขอรับสวัสดิการว่างงาน
สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทเคลื่อนไหวค่อนข้างผันผวนต่อเนื่อง โดยค่าเงินเอเชียได้รับแรงหนุนให้แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว เงินบาทแข็งค่าขึ้นไปแตะระดับ 32.24 หลังจากตัวเลขจากสหรัฐออกมาอ่อนแอ ขณะที่ตัวเลขจากจีนทั้งการส่งออกและการปล่อยสินเชื่อใหม่ที่ออกมาดีกว่าคาดการณ์ ซึ่งอาจเป็นแรงหนุนต่อเศรษฐกิจเอเชียโดยรวมในระยะต่อไป ช่วงต้นสัปดาห์ สภาพัฒน์ฯ รายงานตัวเลข GDP ของไทยไตรมาส 4 ปี 2013 ดีกว่าการคาดการณ์ในตลาดเล็กน้อย โดยขยายตัวได้ 0.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ในปี 2013 เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 2.9% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในรอบกว่า 10 ปีที่สูงกว่า 4% สะท้อนให้เห็นแล้วว่าหลังจากที่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยปัจจัยในประเทศค่อนข้างมากในปี 2012 เศรษฐกิจปรับอ่อนแรงลง โดยเราคาดว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกของปี 2014 น่าจะอยู่ในแนวโน้มกดดันต่อเนื่อง ตามปัจจัยการเมืองที่ยืดเยื้อจนส่งผลต่อการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชน ช่วงกลางสัปดาห์เราเริ่มเห็นปัจจัยการเมืองกลับมามีผลต่อการซื้อขายในตลาดอีกครั้ง หลังจากเกิดเหตุความรุนแรงขึ้น
นอกจากประเด็นในประเทศแล้ว ช่วงปลายสัปดาห์สหรัฐมีการรายงานบันทึกการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ซึ่งบ่งชี้ถึงโอกาสที่จะมีการผ่อนมาตรการ QE ลงอย่างต่อเนื่องในระยะต่อไป ทำให้ค่าเงินบาทปรับอ่อนค่าลงตามค่าเงินสกุลอื่นๆ การทำนโยบายเช่นนี้ น่าจะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อยู่ในแนวโน้มที่แข็งค่าขึ้นตลอดทั้งปีเมื่อเทียบกับสินทรัพย์โดยรวม และการที่เศรษฐกิจสหรัฐอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นน่าจะทำให้นักลงทุนกลับไปลงทุนในสหรัฐมากขึ้น
ขณะที่ผู้ประกอบการก็ยังจำเป็นที่ต้องบริหารความเสี่ยงอยู่ เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนและความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนช่วงปลายสัปดาห์ เราเริ่มการเคลื่อนไหวที่มีเสถียรภาพเพิ่มมากขึ้น หลังจากปัจจัยที่มากระทบตลาดเริ่มหมดไป นอกจากนี้ ดัชนี Relative Strength Index ชี้ว่าเงินบาทอยู่ในภาวะค่อนข้างสมดุลคือ มีแรงซื้อเท่าๆ กับแรงขาย ซึ่งสะท้อนว่านักลงทุนใช้เหตุใช้ผลมากขึ้น ณ วันศุกร์ ค่าเงินบาทปิดตลาดที่ระดับประมาณ 32.54
สำหรับค่าเงินสกุลหลักอื่นๆ ค่าเงินยูโรอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังการประกาศ GDP ของยูโรโซนออกมาดีกว่าคาดเล็กน้อย และหนุนการซื้อขายอยู่ในช่วงระหว่าง 1.3685-1.3773 เมื่อเทียบกับกรอบ 1.3561-1.3715 ในสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่ค่าเงินเยนกลับมาเปลี่ยนทิศทางอย่างชัดเจน หลังจากตลาดเห็น GDP ไตรมาส 4 ปี 2013 ซึ่งชะลอลงกว่าคาดไว้มาก แต่การส่งสัญญาณพร้อมเข้าช่วยเหลือของธนาคารกลางญี่ปุ่นส่งผลให้ตลาดตอบรับ และค่าเงินเยนปรับอ่อนค่าลงกลับมาเคลื่อนไหวเหนือระดับ 102 อีกครั้ง
ส่วนด้านการลงทุนในตราสารหนี้ในประเทศ ในสัปดาห์ที่ผ่านมานักลงทุนในประเทศเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาวมากขึ้น ส่วนหนึ่งจากการมองว่าเศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะที่อ่อนแอและควรถือสินทรัพย์ปลอดภัยเอาไว้ และอีกส่วนหนึ่งคือมีการคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม กนง. ในวันที่ 12 มี.ค. ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ปรับลดลง 0.06% มาอยู่ที่ 3.85% ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี ปรับลดลง 0.03% มาอยู่ที่ 2.39%







