
ก้าวข้าม"ขนบเดิม"เมื่อหญิงซาอุฯ แห่เข้าทำงาน
ตามวัฒนธรรมและขนบดั้งเดิมของชาวซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อว่าอนุรักษนิยมอย่างมากแล้ว “สตรี”
โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์
ตามวัฒนธรรมและขนบดั้งเดิมของชาวซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อว่าอนุรักษนิยมอย่างมากแล้ว “สตรี” จะมีหน้าที่สำคัญคือ เลี้ยงลูก และทำอาหารไว้ให้สามีอยู่บ้านเป็นส่วนใหญ่ และที่สำคัญ คือ ไม่ได้ทำงาน ยิ่งโดยเฉพาะในโรงงานอุตสาหกรรมที่เรียกได้ว่าไม่มีผู้หญิงแม้แต่คนเดียว
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมาเกิดความเปลี่ยนแปลงในประเด็นเรื่องการทำงานของหญิงสาวซาอุดิอาระเบียอย่างมาก โดยสัดส่วนของผู้หญิงที่เข้าสู่ระบบแรงงานนั้นเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 2 เท่า จาก 9% ไปอยู่ที่ 16% ซึ่งได้ส่งผลให้อัตราการว่างงานของผู้หญิงในซาอุดิอาระเบียลดลงราว 30% เลยทีเดียว ซึ่งส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่า เป็นผลมาจากการที่รัฐบาลต้องการดึงผู้หญิงเข้าสู่ระบบการทำงาน ซึ่งนับว่าเป็นความพยายามล่าสุดที่ต้องการดึงคนที่ทำงานให้กับรัฐบาลหันไปทำงานในภาคเอกชน
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าส่วนใหญ่ของผู้หญิงจากประเทศอาหรับแห่งนี้เลือกที่จะเข้าทำงานในสายอาชีพครูหรือให้การศึกษา หรืออาจารย์ ทว่าก็มีหญิงหลายๆ คนที่เลือกจะเมินเฉยต่อผู้ต่อต้านในประเทศ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เคร่งอนุรักษนิยมอย่างมาก และเลือกเข้าทำงานในงานที่เป็นของผู้ชาย เช่น ตำแหน่งแคชเชียร์ของซูเปอร์มาร์เก็ตในร้านค้าปลีก
ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ “ฮานัน อัลโอไทบี” หญิงวัย 26 ที่เจ้าของธุรกิจหญิงดูแลทีมเจ้าหน้าที่ติดตามทวงหนี้หญิงจำนวน 12 คน ซึ่งทำสัญญารับช่วง (ซับคอนแทรกต์) ติดตามหนี้สินให้กับธนาคารอัลราชฮี ซึ่งเป็นธนาคารที่ปล่อยเงินกู้ที่ใหญ่ที่สุดในซาอุดิอาระเบีย
ทั้งนี้ ภาพจำของเจ้าหน้าที่ตามทวงหนี้อาจจะถูกมองว่าเป็นผู้ชายตัวใหญ่ๆ ร่างกายกำยำ พร้อมกับใส่เสื้อแจ็กเกต ทว่า ในกรณีผู้หญิงที่เข้าสู่การทำงานในลักษณะนี้ กำลังค่อยๆ ได้ทำลายภาพจำเหล่านั้นไปเสียหมด
โอไทบี กล่าวกับไฟแนนเชียล ไทมส์ ว่า สาวๆ นักทวงหนี้ 12 คน ประสบความสำเร็จในการตามหนี้ได้มากกว่านักทวงหนี้ชายถึง 70% และเจ้าของธุรกิจรายนี้วางแผนว่าจะมีสำนักงานส่วนตัว ด้วยพนักงานเพิ่มขึ้นเป็น 50 คน ภายในปลายปีนี้
“ผู้หญิงทำให้ความโกรธแค้นของผู้ชายลดลง ซึ่งเป็นเรื่องง่ายมากกว่าสำหรับผู้หญิงที่จะโน้มน้าวผู้ชาย โดยเราสามารถเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึก และคุกคามเจ้าหน้าที่ตำรวจน้อยกว่าผู้ชาย” โอไทบี กล่าว
นอกจากนี้ สิ่งหนึ่งที่ทำให้เห็นได้ชัดว่าผู้หญิงนั้นหันมาทำงานมากขึ้น หลังจากที่การต่อต้านในการทำงานของผู้หญิงนั้นลดลง ก็คือศูนย์ธุรกิจที่เปิดให้เป็นพื้นที่ที่ปลอดผู้ชายที่ชื่อว่า “ดัวร์” ถูกเช่าเกือบทั้งหมด โดยเหลือพื้นที่อยู่เพียง 2 ยูนิต จากทั้ง 37 ยูนิตเท่านั้น
ขณะเดียวกัน จอห์น สฟาเคียนาคิส หัวหน้าเจ้าหน้าที่การลงทุนของมาซิค บริษัทแห่งหนึ่งในริยาด ระบุถึงเหตุผลที่ทำให้ผู้หญิงเข้าสู่ระบบแรงงานมากขึ้น เป็นเพราะว่าสภาพสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป
“นี่นับเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เพราะคุณไม่สามารถดูแลครอบครัวได้ด้วยการเพียงมีสมาชิกทำงานคนเดียวได้อีกต่อไป ไลฟ์สไตล์แบบเดิมนั้นไม่เอื้ออำนวยอีกต่อไป เนื่องจากค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น” สฟาเคียนาคิส กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าซาอุดิอาระเบียจะยังคงไม่อนุญาตให้ผู้หญิงขับรถ โดยเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อหญิงที่เริ่มเข้าสู่ระบบแรงงาน เพราะในประเทศอาหรับแห่งนี้ ระบบขนส่งมวลชนยังไม่ได้รับการพัฒนามากนัก ทว่า ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ผู้หญิงหลายๆ คนเริ่มหลุดออกจากขนบที่เคยทำมา และกลายเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนของสังคม
“การทำงานทำให้คนรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า” อีมาน อัลนัฟจาน บล็อกเกอร์ชาวซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเข้าร่วมในการประท้วงต่อต้านที่มองว่าการขับรถของผู้หญิงนั้นเป็นเรื่องผิดกฎหมาย กล่าว







