
สัญญาณอันตราย
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เฝ้าจับตาสถานการณ์ของภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง หลังเหตุชุมนุมทางการเมืองติดต่อกันยาวนานเข้า 45 เดือนมาแล้ว ซึ่งผลสำรวจล่าสุดของ ส.อ.ท.เริ่มเห็นสัญญาณอันตรายในภาคการผลิตที่แท้จริงของประเทศ
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เฝ้าจับตาสถานการณ์ของภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง หลังเหตุชุมนุมทางการเมืองติดต่อกันยาวนานเข้า 45 เดือนมาแล้ว ซึ่งผลสำรวจล่าสุดของ ส.อ.ท.เริ่มเห็นสัญญาณอันตรายในภาคการผลิตที่แท้จริงของประเทศ
ทั้งนี้ ผลสำรวจภาคการผลิต พบว่า เอกชนส่วนหนึ่งปรับลดกำลังการผลิตลง เนื่องจากความต้องการซื้อสินค้าภายในประเทศชะลอตัว โดยคาดว่ากำลังการผลิตเฉลี่ยทั้งปีอาจจะอยู่ที่ระดับ 58-60% จากปี 2556 ที่มีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ระดับ 64.38%
การใช้จ่ายภายในประเทศที่ชะลอตัว เป็นผลจากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ความไม่สงบทางการเมืองกระทบ นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาน้อยลง ขณะที่กลุ่มเกษตรกรซึ่งเป็นกำลังซื้อหลักขาดเงินในการจับจ่ายซื้อของเพราะประสบปัญหาในโครงการรับจำนำข้าว
ขณะที่ผลสำรวจผู้ขายสินค้าแบรนด์ไทยในห้างสรรพสินค้า พบว่า ยอดขายลดลงกว่า 50% ขณะที่โรงแรมมียอดการจองห้องพักเพียง 10-20% เดิมผู้ประกอบการยังมีความหวังว่ายอดขายในห้างสรรพสินค้าต่างจังหวัด หรือในพื้นที่ที่ไม่อยู่ในเขตการชุมนุมจะมียอดขายดีขึ้น แต่จากการเมืองที่ยืดเยื้อและการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง เพราะต่างชาติถือว่าเป็นเรื่องสำคัญและเตือนนักท่องเที่ยวให้หลีกเลี่ยงการเดินทางมาไทย
สำหรับผู้ประกอบการกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบ คือ เอสเอ็มอี โดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เผยผลสำรวจผลกระทบจากการชุมนุม พบว่า มีเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้น จาก 38% ในเดือน ม.ค. เป็น 56% ในเดือน ก.พ. และปัญหาเริ่มลงลึกจากการติดขัดด้านขนส่งซึ่งกระทบยอดขาย และทำให้มีปัญหาสภาพคล่องตามมา
สสว.ต้องออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบในเบื้องต้น โดยหาพันธมิตร อาทิ ธนาคารและสถาบันการเงิน เข้ามาช่วยเหลือเอสเอ็มอี ทั้งเรื่องดอกเบี้ยอัตราพิเศษ การพักชำระหนี้ เป็นต้น รวมทั้งนำเสนอโครงการเพิ่มประสิทธิภาพต่างๆ
ในยามที่รัฐบาลทำหน้าที่รักษาการเช่นนี้ ทำให้การดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มที่ ไม่สามารถเรียกประชุมเพื่ออนุมัติโครงการใหญ่ๆ ได้ ทำให้การช่วยเหลือเป็นเพียงบรรเทาเท่านั้น หากสถานการณ์ยืดเยื้อต่อไป สถานการณ์แบบที่เรียกว่า “เผาจริง” จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
เดิมเรามองปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้เพียงจุดเดียว การชุมนุมเกิดแค่ในกรุงเทพฯ กระทบห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่รอบพื้นที่ชุมนุม แต่ปรากฏว่ามีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับห้างสรรพสินค้า เช่น การขนส่ง การจัดซื้อ ไปจนถึงการผลิต ต่างพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย
เช่นเดียวกับกรณีชาวนา ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคใหญ่ของประเทศ เมื่อขาดเงิน กำลังซื้อหลักย่อมตกลงด้วย เพราะฉะนั้นปัญหาจึงไม่ได้เกิดเฉพาะจุดใดจุดหนึ่ง แต่ต่างล้วนมีผลต่อเนื่องกันไป และตอนนี้สัญญาณอันตรายเหล่านั้นเริ่มแสดงให้เห็นแล้ว
เนื่องจากสินค้าในกลุ่มดังกล่าวส่วนใหญ่ขายอยู่ในห้างสรรพสินค้า ซึ่งมีลูกค้าเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 60% เมื่อนักท่องเที่ยวยกเลิกการเดินทางมาเมืองไทยลูกค้าจึงลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่โรงแรมมียอดการจองห้องพักเพียง 1020% โดยขณะนี้ผู้ประกอบการหวังว่ายอดขายในห้างสรรพสินค้าต่างจังหวัด หรือในพื้นที่ที่ไม่อยู่ในเขตการชุมนุมจะมียอดขายดีขึ้น แต่จากการเมืองที่ยืดเยื้อและการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง เพราะต่างชาติถือว่าเป็นเรื่องสำคัญและเตือนนักท่องเที่ยวให้หลีกเลี่ยงการเดินทางมายังประเทศไทย
**นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองส่งผลต่อการบริโภคภายในประเทศของประชาชนอย่างมาก เนื่องจากประชาชนลดการจับจ่ายใช้สอยลง กลุ่มเกษตรกรที่เป็นกำลังซื้อหลักไม่มีเงินใช้จ่าย ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบมาก นักท่องเที่ยวเดินทางมาน้อยลง ซึ่งส่งผลต่อภาคการผลิตอย่างมากจนอาจต้องปรับลดกำลังการผลิตลง เนื่องจากความต้องการซื้อสินค้าภายในประเทศชะลอตัว โดยคาดว่ากำลังการผลิตเฉลี่ยทั้งปีอาจจะอยู่ที่ระดับ 5860% จากปี 2556 ที่มีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ระดับ 64.38%
ทั้งนี้ จากการสำรวจจากผู้ขายสินค้าภายในห้างสรรพสินค้าที่เป็นสินค้าแบรนด์ไทย พบว่ายอดขายลดลงกว่า 50% เนื่องจากสินค้าในกลุ่มดังกล่าวส่วนใหญ่ขายอยู่ในห้างสรรพสินค้า ซึ่งมีลูกค้าเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 60% เมื่อนักท่องเที่ยวยกเลิกการเดินทางมาเมืองไทยลูกค้าจึงลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่โรงแรมมียอดการจองห้องพักเพียง 10-20% โดยขณะนี้ผู้ประกอบการหวังว่ายอดขายในห้างสรรพสินค้าต่างจังหวัด หรือในพื้นที่ที่ไม่อยู่ในเขตการชุมนุมจะมียอดขายดีขึ้น แต่จากการเมืองที่ยืดเยื้อและการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง เพราะต่างชาติถือว่าเป็นเรื่องสำคัญและเตือนนักท่องเที่ยวให้หลีกเลี่ยงการเดินทางมายังประเทศไทย
ขณะที่ภาคการส่งออกที่มีการปะเมินว่าสถานการณ์จะดีขึ้นนั้น ในช่วงไตรมาส 1 อาจจะยังไม่ได้รับผลกระทบมาก แต่หลังจากนี้ในไตรมาส 2 ไตรมาส 3 สัญญาณของเศณษฐกิจโลกเริ่มผันผวน การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริการยังไม่ดีเท่าที่ควร รวมทั้งผู้ส่งออกยังต้องเจอกับสถานการณ์ที่ผู้ซื้อขาดความเชื่อมั่นที่จะสั่งสินค้าจากประเทศไทย ปัญหาเหล่านี้จึงอาจจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกได้ในอนาคต
“ผลกระทบดังกล่าวสะท้อนกลับมายังภาคการผลิต ทำให้ผู้ประกอบการเริ่มปรับลดกำลังกรผลิตลง เพราะสินค้าคงคลังเหลือเพิ่มมากขึ้น เมื่อตลาดในประเทศซบเซา การส่งออกอาจมีปัญหาในอนาคต การกระตุ้นเศรษฐกิจไม่มี ภาคการผลิตจึงเริ่มถดถอยเช่นเดียวกับภาคบริการหรือการท่องเที่ยว เพราะเป็นผลกระทบที่ต่อเนื่องกัน จึงอยากให้ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินอย่างเร็วที่สุด” นายวัลลภ กล่าว
นายวัลลภ กล่าวว่า สำหรับปัญหาทางการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อภาคเอกชนนั้นทั้งการถูกกล่าวหาว่าเป็นท่อน้ำเลี้ยง หรือสนับสนุนการชุมนุมนั้น หากรัฐบาลจะตรวจสอบต้องทำอย่างโปร่งใส และอยากให้พิจารณาว่าการสนับสนุนเป็นสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลหรือไม่ ซึ่งในส่วนขององค์กรไม่เคยหยิบยกเรื่องการเมืองเข้ามาคุยภายในองค์กร เนื่องจากไม่ต้องการดึงองค์กรเข้ามายุ่งกับการเมือง เพราะอาจจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ความเป็นกลางขององค์กรได้







