
‘เดลต้า’หุ้นชั้นยอด
จุดเด่นกำไรนิวไฮจากการซื้อกิจการตลอดดีลยุโรปใกล้จบเน้นขยายตลาดใหม่
จุดเด่นกำไรนิวไฮจากการซื้อกิจการตลอดดีลยุโรปใกล้จบเน้นขยายตลาดใหม่
DELTA ชูหุ้นต้องซื้อลงทุน จุดเด่นเพียบ กำไรนิวไฮ เงินสดเยอะซื้อกิจการตลอด เล็งกิจการยุโรป
นายอนุสรณ์ มุทราอิศ กรรมการ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA เปิดเผยว่า DELTA ถือว่าเป็นหุ้นปลอดภัย น่าเข้าลงทุนในยามประเทศมีปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง เพราะบริษัทไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด ขณะที่มีกำไรสุทธิสม่ำเสมอ และปีนี้จะทุบสถิติสูงสุดใหม่ เนื่องจากมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง และมีกระแสเงินสดอยู่ในมือสูงมาก
ในปีนี้นอกจากจะมีการลงทุนเพื่อปรับปรุงการผลิตปกติ 500-800 ล้านบาทแล้ว บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาและเจรจาเพื่อซื้อกิจการซึ่งดำเนินธุรกิจที่จะต่อยอดสินค้าของบริษัทในประเทศยุโรป 2 ดีล อาจจะได้ข้อสรุป 1 ใน 2 ดีลก่อน
ทั้งนี้ หากซื้อทั้งสองดีลจะเป็นขนาดการลงทุนที่ใหญ่เกินไป เพราะบริษัทไม่มีนโยบายจะใช้เงินกู้ แต่จะอาศัยเงินสดในมือซึ่ง ณ สิ้นปี 2556 มีจำนวน 1.5 หมื่นล้านบาท และแม้ว่าภายหลังการจ่ายเงินปันผลกำไรงวดปี 2556 แล้ว บริษัทยังมีเงินสดเหลือในระดับสูงถึง 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเพียงพอต่อการซื้อกิจการ
สาเหตุที่บริษัทมุ่งเป้าหมายซื้อกิจการในกลุ่มประเทศยุโรป เพราะต้องการหาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และใช้เป็นช่องทางในการขยายไปยังตลาดใหม่ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา เป็นต้น
นายอนุสรณ์ กล่าวว่า แม้ปี 2556 เศรษฐกิจโลกชะลอการเติบโต บริษัทยังสามารถสร้างกำไรระดับ 5,415 ล้านบาท ทำสถิติสูงสุดติดต่อกันเป็นปีที่ 2 และปีนี้เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวจะส่งผลดีต่อบริษัท คาดว่ากำไรสุทธิจะสามารถทำสถิติสูงสุดเป็นปีที่ 3 ได้
อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่าผลกำไรในปี 2557 จะมีการเติบโต 510% จากปีที่ผ่านมา และคาดว่าสามารถรักษาอัตรากำไรสุทธิในระดับ 13% ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา สาเหตุเนื่องจากสภาพแวดล้อมในการทำธุรกิจเอื้ออำนวย จากเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มที่ดีขึ้นสนับสนุนการทำธุรกิจ และบริษัทเน้นขายสินค้าที่อาศัยเทคโนโลยีระดับสูงในการผลิต ซึ่งมีส่วนต่างกำไรสูง
กรณีเงินบาทอ่อนค่านั้น นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ไม่ได้ส่งผลดีต่อบริษัทมากนัก เพราะไม่มีนโยบายจะเก็งกำไรค่าเงินบาทอยู่แล้ว และปกติบริษัทจะมีรายรับและรายจ่ายเป็นเงินสกุลเหรียญสหรัฐ ทำให้เกิดการป้องกันความเสี่ยงโดยธรรมชาติ ในสัดส่วน 60% ขณะเดียวกันยังทำการป้องกันความเสี่ยงค่าเงินบาทไว้ที่ระดับ 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในวงเงินไม่เกิน 200 ล้านเหรียญสหรัฐ เพราะมองว่าค่าเงินบาทที่อ่อนค่านั้นเป็นระยะเวลาชั่วคราวเท่านั้น
ด้าน บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส (HANA) รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2556 มีกำไรสุทธิ 2,337 ล้านบาท คิดเป็นกำไรหุ้นละ 2.90 บาท เพิ่มขึ้น 727 ล้านบาท ถึง 45% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2555 ที่มีกำไรสุทธิ 1,610 ล้านบาท หรือ 2 บาทต่อหุ้น คณะกรรมการมีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลหุ้นละ 1 บาท
นอกจากนี้ กำไรที่ดีขึ้นมามากเนื่องจากบริษัท ฮานา เซมิคอนดักเตอร์ (อยุธยา) ฟื้นตัวต่อเนื่อง จากผลกระทบจากมหาอุทกภัย และมีกำไรจากการดำเนินงานตั้งแต่กลางปี 2556 รายรับที่เป็นรายการยกเว้นในปี 2556 เท่ากับ 594 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2555 การเพิ่มขึ้นนี้เนื่องจากบริษัทได้รับค่าสินไหมทดแทนจากกรมธรรม์ประกันภัยความเสียหายของทรัพย์สินที่เกิดจากอุทกภัยและรายได้จากการขาย เพิ่มขึ้น 3% เป็น 1.77 หมื่นล้านบาท







