
ต้องแท็กทีมระบบป้องกันการบุกรุกและป้องกันมัลแวร์
มีการพูดคุยกันมากมายทั้งในอุตสาหกรรมรักษาความปลอดภัยและในองค์กรต่างๆ เกี่ยวกับภัยคุกคามที่เราต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็น มัลแวร์ ภัยคุกคามขั้นสูงที่ใช้การโจมตีอย่างไม่ลดละ ซีโร่เดย์ การคุกคามแบบมุ่งเป้า ไวรัส โทรจัน การโจมตีประเภทที่ทำให้ระบบหยุดทำงาน (Distributed Denial of Service Attack) ไวรัสประเภทตัวหนอน รวมถึงเทคนิคการทำเว็บไซต์หรืออีเมลปลอมเพื่อหลอกเอาข้อมูล หรือที่รู้จักกันว่า ฟิชชิ่ง และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งจริงๆ แล้ว ภัยคุกคามมีอยู่ 2 ประเภทหลัก นั่นคือภัยคุกคามที่เป็นที่รู้จัก และภัยคุกคามที่ไม่รู้จัก
มีการพูดคุยกันมากมายทั้งในอุตสาหกรรมรักษาความปลอดภัยและในองค์กรต่างๆ เกี่ยวกับภัยคุกคามที่เราต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็น มัลแวร์ ภัยคุกคามขั้นสูงที่ใช้การโจมตีอย่างไม่ลดละ ซีโร่เดย์ การคุกคามแบบมุ่งเป้า ไวรัส โทรจัน การโจมตีประเภทที่ทำให้ระบบหยุดทำงาน (Distributed Denial of Service Attack) ไวรัสประเภทตัวหนอน รวมถึงเทคนิคการทำเว็บไซต์หรืออีเมลปลอมเพื่อหลอกเอาข้อมูล หรือที่รู้จักกันว่า ฟิชชิ่ง และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งจริงๆ แล้ว ภัยคุกคามมีอยู่ 2 ประเภทหลัก นั่นคือภัยคุกคามที่เป็นที่รู้จัก และภัยคุกคามที่ไม่รู้จัก
ภัยคุกคามที่เป็นที่รู้จัก คือ ภัยคุกคามประเภทที่เครื่องมือรักษาความปลอดภัยของคุณได้รับการออกแบบมาเพื่อตรวจจับและป้องกัน อย่างไรก็ตาม ภัยคุกคามประเภทนี้ก็ยังสามารถเข้าโจมตีได้สำเร็จ และยังมีช่องให้ต้องหันมาปรับปรุงเรื่องการป้องกันอย่างต่อเนื่อง การป้องกันแบบเดิมที่ผ่านมาในอดีตไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน ทำให้ประสิทธิภาพการป้องกันลดลง ส่วนใหญ่ขาดความสามารถในการรับรู้ความเคลื่อนไหวภายในเครือข่ายแบบเรียลไทม์ ที่จะช่วยให้สามารถรับรู้ในเวลาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อมไอที เพื่อปรับเปลี่ยนวิธีการป้องกันได้อย่างเหมาะสม ที่สำคัญระบบส่วนใหญ่ขาดความสามารถในการตรวจจับไฟล์ที่เปลี่ยนโฉมได้หลายรูปแบบเพื่อไว้หลอกกลไกด้านซิกเนเจอร์ รวมถึงขาดความสามารถในการแบ่งปันความรู้เท่าทันภัยคุกคามร่วมกับเครื่องมือรักษาความปลอดภัยอื่นๆ
ส่วนภัยคุกคามที่ไม่รู้จัก คือภัยที่สร้างความท้าทายให้กับผู้ทำการป้องกันระบบยิ่งขึ้นอีกระดับ เนื่องจากภัยคุกคามเหล่านี้มีรูปแบบที่ซับซ้อน มีวิธีหลบหลีกการตรวจจับเพื่อให้สามารถเข้าถึงเป้าหมาย และยึดครองพื้นที่ก่อนเริ่มการโจมตีในลำดับถัดมา ตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ป้องกันภัยคุกคามเฉพาะช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง อาทิ แซนด์บอกซ์ ที่ทำหน้าที่วิเคราะห์ไฟล์ข้อมูลในสภาพแวดล้อมที่มีการควบคุมอย่างแน่นหนา จะช่วยลดความเสี่ยงบางประการได้ในบางส่วนเท่านั้น แต่ไม่สามารถติดตามไฟล์อย่างต่อเนื่องเพื่อตรวจจับย้อนหลัง และไม่สามารถยับยั้งภัยคุกคามที่มาในรูปแบบที่ดูเหมือนว่าปลอดภัยในตอนแรก แต่เผยพฤติกรรมประสงค์ร้ายออกมาในภายหลัง
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาความปลอดภัยไอที หน้าที่ของคุณคือการปกป้ององค์กรจากภัยคุกคามทั้งสองประเภท ปัจจุบันมีเทคโนโลยีในระดับแอดวานซ์ 3 รูปแบบที่ทำงานร่วมกัน เพื่อช่วยให้ระบบป้องกันการบุกรุกทำงานอย่างฉลาดมากขึ้น ป้องกันมัลแวร์ได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมทั้งรับรู้สภาพแวดล้อมเครือข่าย วิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ และให้ความชาญฉลาดด้านการรักษาความปลอดภัยร่วมกันในองค์รวมได้ดียิ่งขึ้น
การรับรู้บริบทหรือสภาพแวดล้อม บ่อยครั้งที่ผู้โจมตีรู้จักระบบเครือข่ายมากกว่าเจ้าของเครือข่าย และใช้สิ่งนี้เป็นข้อได้เปรียบ เครื่องมือรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ ต้องรู้จักบริบทหรือสภาพแวดล้อมภายในเครือข่ายที่ต้องการปกป้องในแบบไดนามิก เทคโนโลยีที่นำมาใช้ต้องมีความสามารถในการมองเห็นความเคลื่อนไหวทั้งหมดทั้งในส่วนของอุปกรณ์ แอพพลิเคชั่น และผู้ใช้บนเครือข่ายได้อย่างต่อเนื่อง โซลูชั่นรักษาความปลอดภัยที่ฉลาดจะใช้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมเฉพาะ รวมถึงระบบอัตโนมัติมาช่วยให้คุณมีข้อมูลสำหรับดำเนินการตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยได้ทันการณ์ ความสามารถในการมองเห็นกิจกรรมของไฟล์ถือเป็นสิ่งสำคัญ การรู้จักที่มาที่ไป รู้จักพฤติกรรม รวมถึงเส้นทางโคจรของไฟล์ จะช่วยให้องค์กรมีมุมมองเพิ่มเติม หรือมีสิ่งที่บ่งชี้ได้ว่าเครือข่ายกำลังหย่อนความปลอดภัยอยู่หรือไม่ ซึ่งจะช่วยให้องค์กรสามารถประเมินความมุ่งร้ายและผลกระทบ รวมทั้งเร่งดำเนินการแก้ไขได้ทันท่วงที
การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Analytics) การรักษาความปลอดภัยกลายเป็นปัญหาเรื่องข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งคุณต้องใช้เทคโนโลยีที่ให้ศักยภาพของระบบคลาวด์ และการวิเคราะห์ชุดข้อมูลขนาดใหญ่ในรูปแบบที่ซับซ้อนเพื่อให้ได้มุมมองเชิงลึกที่จะช่วยระบุภัยคุกคามแบบมุ่งเป้าได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเครื่องมือรักษาความปลอดภัยที่ใช้โมเดล Telemetry รวบรวมข้อมูลต่อเนื่องข้ามเครือข่ายที่มีการต่อขยายการใช้งาน และใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ จะช่วยให้สามารถตรวจจับ และหยุดยั้งพฤติกรรมประสงค์ร้ายได้แม้ในเวลาที่ภัยคุกคามหลุดรอดผ่านด่านป้องกันด่านแรกมาแล้วก็ตาม ซึ่งการวิเคราะห์ในระดับที่ลึกลงไปอีกจะระบุภัยคุกคามโดยอิงจากการดำเนินการของไฟล์ เพื่อช่วยตรวจจับการโจมตีประเภทใหม่ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักได้
การสร้างความชาญฉลาดด้านการรักษาความปลอดภัยร่วมกัน (Collective Security Intelligence) การระบุภัยคุกคามที่แฝงตัวซ่อนเร้นมากยิ่งขึ้น มีจุดแข็งอยู่ที่การวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลความรู้จำนวน ควรมองหาเทคโนโลยีระบบรักษาความปลอดภัยที่สามารถดึงส่วนร่วมจากชุมชนผู้ใช้ในวงกว้างเพื่อรวบรวมตัวอย่างไฟล์นับล้านและดำเนินการแยกไฟล์ที่ไม่อันตรายรวมถึงกิจกรรมบนเครือข่ายจากสิ่งประสงค์ร้าย โดยอิงกับความรู้เท่าทันภัยคุกคามล่าสุดพร้อมทั้งหาความสัมพันธ์ร่วมของอาการที่แสดงถึงการหย่อนความปลอดภัยในระบบ การแบ่งปันความรู้ร่วมกันลักษณะนี้ สามารถเปลี่ยนเป็นเรื่องของภูมิป้องกันภัยคุกคามร่วมกันระหว่างฐานผู้ใช้งานทั้งหมด จากการแบ่งปันความรู้เท่าทันเรื่องใหม่ๆ พร้อมการปกป้องล่าสุด
ผู้โจมตีรู้ดีว่าจะหาช่องว่างในการป้องกันได้จากไหนรวมถึงจะหลีกเลี่ยงการตรวจจับได้อย่างไร การใช้ความสามารถในการมองเห็นความเคลื่อนไหวในเครือข่ายแบบเรียลไทม์ และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ รวมถึงความรู้เท่าทันจากชุมชน เพื่อเชื่อมเทคโนโลยีในแต่ละส่วนให้ทำงานร่วมกัน จะช่วยป้องกันองค์กรจากภัยคุกคามทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักได้อย่างมีประสิทธิภาพ







