
วิกฤตเงินฝากออมสินไม่กระทบกลุ่มธนาคาร
บล.กรุงศรี วิเคราะห์ว่า วิกฤตการถอนเงินฝากจากธนาคารออมสินเป็นปัญหาเฉพาะของธนาคาร ที่เกิดจากลูกค้าบางส่วนขาดความเชื่อมั่นต่อนโยบายภายในของธนาคาร ไม่ได้มาจากความกังวลต่อระบบธนาคารพาณิชย์ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงจำกัด และไม่น่าส่งผลกระทบอย่างรุนแรงเป็นปัญหาลูกโซ่กับธนาคารพาณิชย์อื่น จึงคงน้ำหนักการลงทุนกลุ่มธนาคารพาณิชย์ “เท่ากับตลาด” และเลือกธนาคาร กสิกรไทย (KBANK) เป็นหุ้นแนะนำ
บล.กรุงศรี วิเคราะห์ว่า วิกฤตการถอนเงินฝากจากธนาคารออมสินเป็นปัญหาเฉพาะของธนาคาร ที่เกิดจากลูกค้าบางส่วนขาดความเชื่อมั่นต่อนโยบายภายในของธนาคาร ไม่ได้มาจากความกังวลต่อระบบธนาคารพาณิชย์ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงจำกัด และไม่น่าส่งผลกระทบอย่างรุนแรงเป็นปัญหาลูกโซ่กับธนาคารพาณิชย์อื่น จึงคงน้ำหนักการลงทุนกลุ่มธนาคารพาณิชย์ “เท่ากับตลาด” และเลือกธนาคาร กสิกรไทย (KBANK) เป็นหุ้นแนะนำ
“เรามองว่ากระแสการถอนเงินฝากจากธนาคารออมสินเป็นปัญหาเฉพาะของธนาคารเท่านั้น ไม่ได้เกิดจากที่ผู้ฝากเงินขาดความเชื่อมั่นต่อระบบธนาคารและเศรษฐกิจในภาพรวม”
ทั้งนี้คาดว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจะอยู่ในวงจำกัดและไม่น่าส่งผลกระทบอย่างรุนแรงเป็นปัญหาลูกโซ่ต่อเนื่องกับธนาคารพาณิชย์ในระบบ ในทางตรงข้ามอาจเป็นโอกาสสำหรับธนาคารคู่แข่งที่ต้องการขยายฐานลูกค้า
นอกจากนี้ มองว่าการแข่งขันระดมเงินฝากไม่น่าจะรุนแรงขึ้นมาก เนื่องจากความเสี่ยงเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นทำให้สินเชื่อมีแนวโน้มขยายตัวต่ำ จึงไม่จำเป็นต้องเร่งระดมเงินฝาก
ขณะที่ ข่าวการลาออกของผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และการที่ธนาคารออมสินจะยกเลิกวงเงินกู้อินเตอร์แบงก์ให้กับ ธ.ก.ส. จำนวน 2 หมื่นล้านบาท อาจทำให้กระแสการถอนเงินฝากจากธนาคารออมสินคลี่คลายลงได้
ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์ 9 แห่งที่ บล.กรุงศรีศึกษา ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ธนาคารกสิกรไทย KBANK ธนาคารกรุงไทย (KTB) ธนาคารเกียรตินาคิน (KKP) บริษัท แอลเอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป (LHBANK) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) บริษัท ทุนธนชาต (TCAP) บริษัท ทิสโก้ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (TISCO) ธนาคารทหารไทย (TMB) และธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) มียอดเงินฝากรวม 9.7 ล้านล้านบาท ในสิ้นปี 2556 คิดเป็น 94.6% ของเงินฝากรวมของธนาคารพาณิชย์ จดทะเบียนในประเทศที่ 10.3 ล้านล้านบาท โดย BBL มีฐานเงินฝากสูงสุดที่ 1.94 ล้านล้านบาท คิดเป็น 19% ของเงินฝากรวม ขณะที่ธนาคารขนาดใหญ่ 5 แห่ง (BBL, KTB, SCB, KBANK, BAY) มีเงินฝากรวม 7.9 ล้านล้านบาท หรือราว 77.4% ของเงินฝากรวม เงินฝากไม่เกิน 50 ล้านบาท จะยังได้รับการคุ้มครองเต็มจำนวนจนถึงวันที่ 10 ส.ค. 2558
ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวนในปี 2555 รัฐบาลปรับนโยบายการคุ้มครองเงินฝาก โดยสถาบันคุ้มครองเงินฝากได้ยืดอายุวงเงินคุ้มครองไม่เกิน 50 ล้านบาท ออกไปจนถึงวันที่ 10 ส.ค. 2558 (วันที่ 11 ส.ค. 2555-10 ส.ค. 2558) จากนั้นวงเงินคุ้มครองจะลดลงเหลือไม่เกิน 25 ล้านบาท จนถึงวันที่ 10 ส.ค. 2559 (วันที่ 11 ส.ค. 2558-10 ส.ค. 2559) และวงเงินคุ้มครองจะลดลงเหลือไม่เกิน 1 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค. 2559 เป็นต้นไป แม้ว่าหลังจากนี้ รัฐจะไม่มีการขยายวงเงินคุ้มครองเงินฝากออกไปเหมือนเช่นในปี 2555 ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ฝากเงินส่วนใหญ่ในประเทศ เพราะผู้ฝากเงินส่วนใหญ่รวม 83 ล้านบัญชี คิดเป็น 98.5% ของจำนวนบัญชีทั้งหมด 84.4 ล้านบัญชี ในสิ้นปี 2556 มียอดเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาท
ปัญหาการเมืองยืดเยื้อกดดันการเติบโตของกลุ่มธนาคารอาจอ่อนแอกว่าคาด โดยคาดว่าสินเชื่อของกลุ่มธนาคารในปี 2557 จะเติบโต 7.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ชะลอตัวจาก 10.3% ในปี 2556 บนสมมติฐานเศรษฐกิจเติบโต 3% แต่หากปัญหาการเมืองยืดเยื้อจนไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในครึ่งแรกของปี 2557 สินเชื่ออาจจะเติบโตต่ำกว่าคาดจากการใช้จ่ายและการลงทุนชะลอตัว ขณะที่การใช้จ่ายของรัฐไม่สามารถทำได้เต็มที่จะกระทบต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และกดดันโครงการลงทุนของรัฐให้ล่าช้า
นอกจากนี้ คุณภาพสินเชื่อเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันการเติบโต เพราะแม้ลูกค้ามีความต้องการสินเชื่อ แต่ธนาคารอาจเพิ่มความเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อเพื่อควบคุมปัญหาหนี้เสีย โดยเฉพาะสินเชื่อบุคคล (เช่าซื้อรถยนต์, บัตรเครดิต) ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นจากหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น ขณะที่ผลกระทบจากโครงการประชานิยม เช่น โครงการรถคันแรก และโครงการรับจำนำข้าว อาจทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าลดลง







