
ลุ้นกำไรบจ.เติบโต8-15%
สมาคมวิเคราะห์หวังเศรษฐกิจขยายตัว3%หากได้รัฐบาลชุดใหม่ช่วงกลางปี2557
สมาคมวิเคราะห์หวังเศรษฐกิจขยายตัว3%หากได้รัฐบาลชุดใหม่ช่วงกลางปี2557
สมาคมวิเคราะห์การลงทุนคาดหากมีรัฐบาลใหม่กลางปีนี้ จีดีพีจะเติบโต 23% โอกาสกำไร บจ.เพิ่มขึ้น
สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุนได้จัดการประชุมระดมความคิดเห็นนักวิเคราะห์ เพื่อประเมินสถานการณ์การเมืองและผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดทุน ซึ่งพบว่าหากสถานการณ์บ้านเมืองสงบลงภายในกลางปีนี้ และสามารถจัดตั้งรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศได้ คาดว่าอัตราเติบโตตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) น่าจะอยู่ในช่วง 23%
ขณะเดียวกันผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาคธุรกิจอาจอยู่ในวงจำกัด คาดว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ยังคงมีแนวโน้มขยายตัวได้ในระดับ 815% สำหรับ ปี 2557 ซึ่งเป็นผลจากงานในมือที่รอรับรู้รายได้ การปรับตัวของผู้ประกอบการและจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นว่าสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ทำให้การใช้จ่ายภาครัฐ การลงทุน และการบริโภคชะลอ ตัวลง จากการสำรวจพบว่านักวิเคราะห์ปรับลดประมาณการอัตราเติบโตจีดีพีไประดับหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มนักวิเคราะห์จากสถาบันต่างชาติ ซึ่งปรับลดอัตราการเติบโตมากกว่านักวิเคราะห์ไทย
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ทางการเมืองมีความชัดเจนขึ้นในช่วงกลางปี 2557 น่าจะช่วยให้อัตราเติบโตจีดีพีอยู่ในระดับ 23%
ทั้งนี้ เชื่อว่าการขยายตัวของภาค ส่งออกจะเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยผลักดัน ให้เศรษฐกิจโดยรวมยังมีการเติบโตได้ เนื่องจากคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐและญี่ปุ่นจะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่การบริโภคก็จะเพิ่มขึ้นได้เล็กน้อย เมื่อเทียบกับฐานของปี 2556 ที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำ
นักวิเคราะห์ยังมีความเห็นว่า นอกเหนือจากผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมแล้ว สถานการณ์ทางการเมือง ยังทำให้ภาครัฐไม่สามารถบริหารประเทศได้อย่างเต็มที่ ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจและการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ที่สำคัญ เช่น การที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ครบอายุ และยังต้องรอการแต่งตั้งใหม่จากรัฐบาล อาจทำให้การลงทุนทางตรงที่ขอรับการส่งเสริมบีโอไอเกิดความล่าช้า หรือล้มเลิกโครงการได้
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดมีข่าวว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้แจ้งว่า รัฐบาลรักษาการสามารถดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการบีโอไอที่ยังค้างอยู่ได้ และการอนุมัติโครงการตามคำขอส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติที่รอการพิจารณาอยู่ประมาณ 5 แสนล้านบาทนั้น เป็น การใช้อำนาจของคณะกรรมการตามที่กฎหมายกำหนดไว้ จึงไม่เข้าข่ายที่ต้องเสนอ กกต.ให้ความเห็นชอบก่อน
ทั้งนี้ จะต้องไม่เข้าข่ายใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐที่ต้องไม่มีผลผูกพันต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดต่อไป ซึ่งนักวิเคราะห์เห็นว่า ถึงแม้ในที่สุดรัฐบาลจะสามารถแต่งตั้งคณะกรรมการได้ทำให้ความเสี่ยงในประเด็นนี้หมดไป แต่ระหว่างที่ยังคงเป็นรัฐบาลรักษาการ ก็ยังอาจมี ความเสี่ยงทำนองเดียวกันอีกได้
นักวิเคราะห์ยังตั้งข้อสังเกตว่า เหตุการณ์ไม่สงบทางการเมืองมีแนวโน้มเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งส่งผลให้เกิดความชะงักงันทางเศรษฐกิจ รวมถึงความมั่นใจของผู้ลงทุน ซึ่งหากยังปล่อยให้เป็นเช่นนี้ อาจทำให้ไทยเป็นประเทศมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ด้วยกัน จะส่งผลให้ขาดเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาศักยภาพการผลิต ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาวลดลงได้
อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของตลาดทุนในบทบาทด้านส่งเสริมการออม การลงทุน และการพัฒนาประเทศ เมื่อภาคเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมือง ย่อมส่งผลต่อการเติบโตและผลกำไรของภาคธุรกิจที่เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้







