posttoday
เปิดอกชาว "ทวาย" เงินชดเชยกับชีวิตพลิกผัน

เปิดอกชาว "ทวาย" เงินชดเชยกับชีวิตพลิกผัน

19 กุมภาพันธ์ 2557

“เงินชดเชย” คือสิ่งหนึ่งที่ภาครัฐและ ผู้ประกอบการเอกชนซึ่งได้รับสัมปทาน มักใช้กล่าวอ้างในการก่อสร้างเมกะโปรเจกต์อยู่เสมอ

โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์

“เงินชดเชย” คือสิ่งหนึ่งที่ภาครัฐและ ผู้ประกอบการเอกชนซึ่งได้รับสัมปทาน มักใช้กล่าวอ้างในการก่อสร้างเมกะโปรเจกต์อยู่เสมอ

หากแต่ความเป็นจริง “เงินชดเชย” ทำได้แค่สร้างความชอบธรรมให้แก่ภาครัฐ แต่ทำลายความเป็นอยู่ของประชาชน โดยไม่ตอบโจทย์การพัฒนาแก่ชุมชนอย่างยั่งยืน

โครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ประเทศพม่า ถือเป็นโครงการหนึ่งที่ “เงินชดเชย” ไม่ได้เข้ามาช่วยแก้ปัญหา ซ้ำยังสร้างปัญหาเพิ่มให้แก่คนท้องถิ่น

อาย ติน ชาวบ้านหมู่บ้านพาราดัท (Paradut) 1 ใน 6 หมู่บ้านที่อยู่ในแผน “ต้องโยกย้าย” เพื่อการก่อสร้างโครงการ เล่าว่า บริษัท อิตาเลียนไทย ได้เข้ามาบุกรุกที่ดินทำกินของเธอ ทำลายต้นไม้ต่างๆ ที่เธอและครอบครัวปลูกจำนวนมาก จากนั้นบริษัทก็ได้จ่ายเงินให้เธอ 5 ล้านจ๊าด ซึ่งเธอเข้าใจว่าเป็น “ค่าชดใช้”

“หลังจากนั้นบริษัทเข้ามารังวัดที่ดินและสร้างรั้วกั้นไม่ให้เราเข้าไปที่ดินทำกิน พอเข้าไปคุย เขาอ้างว่าเอกสารที่เราเซ็นไปคือการยินยอมรับเงิน 5 ล้านจ๊าด ในฐานะเงินชดเชยทั้งหมดแล้ว ทั้งที่จริงๆ เราเข้าใจว่านั่นคือเอกสารรับเงินค่าชดใช้ ไม่ใช่เงินชดเชย”

สุดท้าย เธอและครอบครัว 3 คนได้รับบัตรผ่านคนละ 1 ใบ เพื่อใช้ผ่านรั้วเข้าไปสวนขนาด 50 เอเคอร์ของตัวเอง

ขณะที่ ทอง งุย ชาวบ้านหมู่บ้านเท็งจี (Htien Gyi) อีกหนึ่งหมู่บ้านที่อยู่ในแผนโยกย้าย บอกว่า อิตาเลียนไทยได้เข้ามาคุยเรื่องรังวัดที่ดินและบอกว่าจะมีการจ่ายค่าชดเชย แต่ภายหลังก็เปลี่ยนแปลง โยนเรื่องให้ไปถามค่าชดเชยจาก Township Administration ขณะเดียวกัน หน่วยงานดังกล่าวก็โยนเรื่องให้ไปถามหน่วยงานอื่นอีกทอดหนึ่ง

“จากที่สัมผัสมาผ่านเหตุการณ์นี้ ทำให้เรารู้สึกว่าอิตาเลียนไทยเป็นบริษัทที่ไม่น่าไว้ใจที่สุดในโลก”ซอว์ วิน ชาวบ้านอีกคนหนึ่ง เสริมว่า การจ่ายเงินชดเชยยังไม่มีมาตรฐาน หากเทียบขนาดพื้นที่เท่ากัน บางแห่งได้ 10 ล้านจ๊าด แต่บางแห่งได้ 1 ล้านจ๊าดเท่านั้น ต่างกันถึง 10 เท่า หากจะจ่ายเงินชดเชยก็ต้องเป็นมาตรฐานเดียว

นอกจากหมู่บ้านที่ถูกโยกย้ายแล้ว หมู่บ้านที่เป็นพื้นที่สร้างที่อยู่อาศัยใหม่ รองรับคนที่ถูกโยกย้ายบางส่วนจาก 6 หมู่บ้าน อย่างหมู่บ้านบาวา ก็มีปัญหาเงินชดเชยเช่นเดียวกัน ชาวบ้านดั้งเดิมในพื้นที่คนหนึ่ง เล่าว่า เดิมครอบครัวของเขาปลูกมะม่วงหิมพานต์ มะพร้าว และหมาก มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 5 แสนจ๊าดต่อปี แต่เมื่อจะมีการสร้างหมู่บ้านรองรับคนโยกย้าย ชีวิตคนในครอบครัวก็เปลี่ยนไปทันที โดยเมื่อไม่มีที่ดินของตัวเอง ทำให้พ่อแม่ไม่มีอาชีพ ลูกต้องออกไปรับจ้างกรีดยางที่เมืองไทย เพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัว

ขณะเดียวกัน เขาได้รับเงินชดเชยเพียง 8.5 ล้านจ๊าดต่อพื้นที่ 3 เอเคอร์ จากที่คิดว่าควรจะได้รับ 20 ล้านจ๊าดต่อ 1 เอเคอร์ เขาและครอบครัวไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้น

ปัจจุบัน หมู่บ้านบาวาส่วนที่รองรับผู้โยกย้ายเสร็จสิ้นแล้ว เคยมีคนย้ายเข้ามาอยู่ 4 ครัวเรือน แต่สุดท้ายก็อยู่ไม่ได้ ทำให้ปัจจุบันเหลือคนย้ายถิ่นเพียงครัวเรือนเดียว อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะโยกย้ายใน 6 หมู่บ้านมีรวมกันกว่า 2,000 ครัวเรือน แต่มีบ้านรองรับจริงเพียง 480 หลัง

ออง รี ชาวบ้านอีกคนหนึ่งจาก 6 หมู่บ้าน บอกว่า เมื่อปี 2554 เคยรวบรวมลายเซ็นคนในหมู่บ้าน 300 คน ยื่นหนังสือถึงประธานาธิบดี เต็งเส่ง แต่สุดท้ายก็ไม่มีการตอบรับใด

“เราไม่ต้องการอุตสาหกรรมสกปรก ถ้าจะทำอุตสาหกรรมหนักที่มีมลพิษก็โปรดไปทำในที่ที่ไม่มีหมู่บ้าน ไม่ใช่ทำแบบนี้”

อาย ริน ชาวบ้านอีกคนหนึ่ง ย้ำว่า ชาวบ้านไม่ได้ต่อต้านการพัฒนา แต่ชาวบ้านมองว่ายังมีอุตสาหกรรมสะอาดอื่นๆ ที่สามารถทำและชาวบ้านไม่ต้องโยกย้ายได้ ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ต้องการโยกย้าย และอยากให้ที่ดินอยู่ชั่วลูกชั่วหลาน

“การพัฒนาไม่ควรจะสุดโต่ง ต้องให้ภาคประมงกับภาคเกษตรกรรมดำรงไปอย่างสมดุล ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้เปลี่ยนแผนของโครงการทวายใหม่ทั้งหมดมาเป็นอุตสาหกรรมสะอาด”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท