posttoday
กลัวมาก...กว่าที่ควร

กลัวมาก...กว่าที่ควร

19 กุมภาพันธ์ 2557

เป็นที่สะดุดตาเมื่อเห็นข้อมูลกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ณ สิ้นปี 2556 เงินส่วนใหญ่ 54.3% นำไปลงทุนในตราสารหนี้ (พันธบัตร หุ้นกู้ ตั๋วแลกเงิน) อีก 25.6% อยู่ในเงินฝากธนาคาร หรือเกือบ 4 ใน 5 ของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งก็คือเงินเพื่ออนาคตในวัยเกษียณของคนทำงานในระบบที่มีนายจ้างกว่า 2.6 ล้านคน ลงทุนในตราสารความเสี่ยงต่ำ (และแน่นอน ได้ผลตอบแทนที่ต่ำด้วย) ในขณะที่ลงทุนในหุ้นเพียง 13.5% เท่านั้น

เป็นที่สะดุดตาเมื่อเห็นข้อมูลกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ณ สิ้นปี 2556 เงินส่วนใหญ่ 54.3% นำไปลงทุนในตราสารหนี้ (พันธบัตร หุ้นกู้ ตั๋วแลกเงิน) อีก 25.6% อยู่ในเงินฝากธนาคาร หรือเกือบ 4 ใน 5 ของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งก็คือเงินเพื่ออนาคตในวัยเกษียณของคนทำงานในระบบที่มีนายจ้างกว่า 2.6 ล้านคน ลงทุนในตราสารความเสี่ยงต่ำ (และแน่นอน ได้ผลตอบแทนที่ต่ำด้วย) ในขณะที่ลงทุนในหุ้นเพียง 13.5% เท่านั้น

เราคิดอย่างไรเมื่อต้องตัดสินใจเรื่องเงินๆ ทองๆ ทดลองตอบ 2 ข้อนี้ค่ะ

ข้อที่ 1 คุณได้เงิน 1 หมื่นบาทอยู่ในมือแล้ว แต่ต้องเลือกระหว่าง (A) จะได้เงินจากเจ้ามืออีก 5,000 บาท หรือ (B) เสี่ยงทาย “หัวก้อย” ถ้าทายถูกจะได้เงินอีก 1 หมื่นบาท แต่ถ้าทายผิดจะไม่ได้เงินเพิ่ม

ข้อที่ 2 คุณได้เงิน 2 หมื่นบาทอยู่ในมือแล้ว แต่ต้องเลือกระหว่าง (A) จ่ายเงินคืนเจ้ามือ 5,000 บาท หรือ (B) เสี่ยงทาย “หัวก้อย” ถ้าทายถูกจะไม่ต้องจ่ายเงินคืน แต่ถ้าผิดต้องจ่ายคืน 1 หมื่นบาท

แบบทดสอบนี้ออกผลมาว่า คนส่วนใหญ่เลือก A ในข้อ 1 และเลือก B ในข้อ 2 ซึ่งแปลว่า เรามักจะเลือกการได้เงินชัวร์ๆ มากกว่าต้องเสี่ยงแม้ว่าจะได้มากกว่า แต่ถ้าเป็นเรื่องเสียเงิน เรายอมที่จะเสี่ยง เพื่อพยายามหนีการเสียเงินแบบชัวร์ๆ!

นั่นคือพฤติกรรมกลัวการสูญเสียสิ่งที่มีอยู่ หรือ “Loss Aversion” คนส่วนมากกลัวขาดทุนมากกว่าเห็นโอกาสได้กำไร รวมทั้งความเจ็บปวดจากการขาดทุนกระทบจิตใจและจดจำได้มากกว่าความดีใจตอนที่ได้กำไร และพอเอาพฤติกรรมนี้มาลงสนามลงทุน เราจึงเห็นหลายคนเลือกการลงทุนที่ “เงินต้นยังอยู่” ไว้ก่อน แม้ว่าทางเลือกอื่นมีโอกาสจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า และการลงทุนที่ (เราคิดว่า) เงินต้นยังอยู่นั้นอาจทำให้เรามีเงินไม่พอใช้ในอนาคตก็ได้

จากการรับฟังผู้ที่เลือกเสี่ยงต่ำ หลายคนบอกว่า เขาไม่จำเป็นต้องรวย มั่งคั่ง หรือมีเงินใกล้สิบล้านในวัยเกษียณ เพราะเขาจะใช้ชีวิตอยู่อย่างพอเพียง มีน้อยใช้น้อย ความคิดเรื่องนี้ไม่มีผิดหรือถูกที่สุด เพียงแต่ว่าเราไม่สามารถคาดการณ์อนาคตได้ ทำให้เราต้องเตรียมพร้อมสำหรับ Scenario ที่แย่ไว้ด้วย เช่น ก่อนหน้านี้ไม่มีใครเคยบอกสุดาว่า เธอจะต้องดูแลสามีที่ประสบอุบัติเหตุจนเดินไม่ได้และทำงานไม่ได้เหมือนเดิม ทุกวันนี้สุดายังต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ส่วนสามีต้องจ้างคนมาดูแล ค่าใช้จ่ายนี้จะเบิกจากใครได้

บางคนบอกว่าไม่กลัวเงินเฟ้อ ตามที่มักได้ยินว่าอัตราเงินเฟ้อทำให้ค่าเงินอ่อนลง (หรือข้าวของแพงขึ้น) ประมาณ 3% ต่อปี หากคิดที่ก๋วยเตี๋ยววันนี้ชามละ 40 บาท สมมติอีก 30 ปีในวันที่เราเกษียณจะเป็นชามละ 97 บาท ดูไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่ แต่จากประสบการณ์ตรง ต้นปีที่แล้วยังกินชามละ 25 บาท วันนี้ 40 บาท นั่นคือราคาขึ้นไป 60% หรือมอเตอร์ไซค์รับจ้างปากซอย ปีที่แล้ว 7 บาท วันนี้ 10 บาท ขึ้นไปแล้ว 43% นี่แหละค่ะชีวิตจริง

ปลายทางของการลงทุนไม่ใช่ความร่ำรวย แต่เป็น “ความมั่นคงของชีวิต” ต่างหาก และหุ้นก็อาจไม่ใช่ทางเลือกสำหรับผู้ที่ยังไม่รู้หรือเข้าใจหลักการลงทุนดีพอ ซึ่งถึงเวลาแล้วที่จะเลิกกลัวหุ้นด้วยการใช้ความรู้และเหตุผล ทำความเข้าใจเรื่องผลตอบแทนและความเสี่ยง ลองพิจารณากราฟนี้ค่ะ

จากกราฟผลตอบแทนการลงทุนในสินทรัพย์ 4 ประเภท ชัดเจนว่า หุ้นมีการแกว่งตัวมากที่สุด นั่นคือมีโอกาสทั้งกำไรและขาดทุนได้มาก ที่เรียกว่า มีความเสี่ยงนั่นเอง ซึ่งสำหรับการลงทุนระยะยาวอย่างกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่เงินของเราจะต้องอยู่ในนั้นนานกว่า 30 ปี โอกาสที่เราจะได้ผลตอบแทนที่ดีในบั้นปลายมีค่อนข้างมาก แต่ถ้าเราลงทุนช่วงสั้น เช่น เริ่มลงทุนเมื่อปี 2551 พอถึงสิ้นปีเห็นผลขาดทุนก็รีบโยกเงินออกไปที่กองอื่น กลัวว่าจะขาดทุนไปมากกว่านี้ ซึ่งเท่ากับเรารับรู้ผลขาดทุนทันที แทนที่จะยังคงเงินไว้ในกองหุ้นนั้นและรอให้ราคากลับขึ้นมาอีกในปีต่อๆ ไป นอกจากนี้ กราฟนี้ยังแสดงถึงผลตอบแทนของตราสารหนี้ เงินฝาก และทองคำ ซึ่งไม่ได้ทำให้เงินลงทุนของเราเติบโตมากนัก

ถึงแม้ผลตอบแทนในอดีตจะไม่การันตีผลตอบแทนในอนาคต แต่รูปแบบกราฟลักษณะนี้มีให้เห็นทั่วไปในทุกตลาด จากนี้ต่อไป ลองสังเกตวิธีตัดสินใจของเราดูนะคะว่า เราใช้เหตุผลหรือใช้ความกลัวมากกว่ากัน แล้วอาจพบว่า เรากลัวมากกว่าที่เราควรหรือกลัวโดยไม่มีเหตุผลก็ได้ค่ะ

“ก.ล.ต.อยากให้คนไทยลงทุนด้วยความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท