
ททท.ถกผลกระทบท่องเที่ยวด่วนหลังเหตุปะทะ
ททท.ถกสมาคมฯท่องเที่ยวด่วนเหตุตำรวจปะทะม็อบ ยกเลิกแฟมทริปสื่อนอกเข้ากรุงย้ายไปพัทยาแทน ด้านสทท.วอนทุกฝ่ายเจรจาหวั่นเที่ยวไทยดิ่งเหว
ททท.ถกสมาคมฯท่องเที่ยวด่วนเหตุตำรวจปะทะม็อบ ยกเลิกแฟมทริปสื่อนอกเข้ากรุงย้ายไปพัทยาแทน ด้านสทท.วอนทุกฝ่ายเจรจาหวั่นเที่ยวไทยดิ่งเหว
นายธวัชชัย อรัญญิก ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 19 ก.พ. ททท.เตรียมประชุมหารือร่วมกับ 8 สมาคมด้านการท่องเที่ยว เช่น สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(สทท.) สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว(แอตต้า) สมาคมโรงแรมไทย(ทีเอชเอ) เป็นต้น เพื่อประเมินสถานการณ์การท่องเที่ยวล่าสุด ภายหลังเกิดเหตุปะทะกันระหว่างตำรวจและกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมือง(ม็อบ) บริเวณแยกมิสกวัน วันที่ 18 ก.พ. ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก
“ททท.ไม่สามารถประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ในทันที ต้องรอการประมวลผลจากภาคเอกชนและการรายงานจากสำนักงานต่างประเทศททท. 26 แห่งทั่วโลก ก่อนปรับแผนอีกครั้ง เพราะเหตุการณ์เพิ่งเกิด แต่ศูนย์ปฏิบัติการวางแผนการท่องเที่ยวและศูนย์ปฎิบัติการในภาวะวิกฤต(ศวก.) ททท.ได้เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง” นายธวัชชัย กล่าว
นายศุกรีย์ สิทธิวนิช รองผู้ว่าการด้าน สื่อสารการตลาด ททท. เปิดเผยว่า ททท.เลื่อนเส้นทางการจัดแฟมทริปคณะสื่อมวลชนจากทั่วโลก 40 คน เดินทางเข้ากรุงเทพฯ จากเดิมมีแผนเดินทางท่องเที่ยวย่านราชประสงค์ โดยปรับเปลี่ยนเส้นทางไปยังพัทยาแทน เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยในวันที่ 19 ก.พ.นี้ ม็อบมีแผนระดมพล ร่วมกับม็อบชาวนา อาจส่งผลกระทบต่อการจราจรติดขัด
ด้านการประกาศเตือนนักท่องเที่ยว ปัจจุบันรัฐบาล 48 ประเทศประกาศให้นักท่องเที่ยวของตัวเอง หลีกเลี่ยงเส้นทางกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่เป็นระดับ 2-3 เท่านั้น มีเพียงฮ่องกงประกาศเตือนสูงสุดสีดำระดับที่ 5 และ ประเทศรัสเซียระดับที่ 4 ล่าสุดยังไม่มีประเทศใด เพิ่มระดับการเตือน รวมถึงจำนวนประเทศที่ประกาศเตือนมาไทยเพิ่ม
ด้านนายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร นายกสมาคมทีเอชเอ เปิดเผยว่า สมาคมฯจะติดตามสถานการณ์ม็อบอย่างใกล้ชิด เบื้องต้นเชื่อว่าถ้าเหตุการณ์และความเสียหายที่เกิดขึ้นสามารถยุติลงอย่างรวดเร็วจะไม่กระทบต่อการท่องเที่ยวประเทศไทยมากนัก และสามารถฟื้นฟูให้นักท่องเที่ยวเดินทางกลับมาท่องเที่ยวกรุงเทพในช่วงไตรมาสที่ 3-4 ได้ทัน
ทั้งนี้ภาพรวมการท่องเที่ยวต่างจังหวัดยังมีอัตราการเติบโตที่ดี บางพื้นที่ เช่น ภูเก็ต เชียงหใหม่ มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 85-90% ส่วนพื้นที่โรงแรมกรุงเทพรอบนอกเฉลี่ย 70-75% ถือเป็นอัตราเข้าพักในระดับปกติ ขณะที่โรงแรมในพื้นที่การชุมนุม ต้องยอมรับว่าการเดินทางไม่สะดวก ส่งผลให้อัตราการเข้าพักเฉลี่ย 20-30%
นางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานสทท. เปิดเผยว่า เอกชนท่องเที่ยวท่องเที่ยวต้องการให้ทุกฝ่ายหันหน้าเจรจาหาทางออกร่วมกัน เพื่อยุติความรุนแรงที่เกิดขึ้น เพราะจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภาพรวม เบื้องต้นต้องรอดูสถานการณ์ว่าจะยุติได้เร็วหรือไม่ รวมถึงติดตามว่าต่างประเทศจะยกระดับการเตือนเพิ่มขึ้นหรือไม่ ซึ่งเอกชนยังมั่นใจว่าเป้าหมายรายได้ 2 ล้านล้านบาท และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้ 28 ล้านคน สามารถเป็นไปตามเป้าหมายเดิมได้ หากม็อบยุติได้เร็วนี้
“หลักใหญ่ที่มีผลต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยว อยู่ที่การใช้ประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ส่วนสถานการณ์ต้องต้องขึ้นอยู่กับผลกระทบและพื้นที่ข่าวที่สื่อสารออกไปต่างประเทศ ส่วนความรุนแรงจะมากน้อยต้องขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ เพราะเมื่อครั้งที่เกิดเหตุปะทะที่แยกหลักสี่ จนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต เหตุการณ์จบได้เร็ว ในครั้งนั้นไม่มีรัฐบาลใดเพิ่มระดับคำเตือน เอกชนมองว่าจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นอีกครั้ง” นางปิยะมาน กล่าว







