
ครองสิทธิข้ามสื่อ
นอกจากเดือน เม.ย.นี้ วงการโทรทัศน์ไทยจะก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งยิ่งใหญ่สู่ระบบการออกอากาศแบบดิจิตอลครั้งแรกของประเทศแล้ว ยังจะได้เห็นการเข้ามากำกับดูแลอย่างจริงจังของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เรื่องการครองสิทธิข้ามสื่อ เพื่อป้องกันผู้ประกอบการรายใหญ่ครอบงำความคิดของประชาชนมากเกินไป
นอกจากเดือน เม.ย.นี้ วงการโทรทัศน์ไทยจะก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งยิ่งใหญ่สู่ระบบการออกอากาศแบบดิจิตอลครั้งแรกของประเทศแล้ว ยังจะได้เห็นการเข้ามากำกับดูแลอย่างจริงจังของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เรื่องการครองสิทธิข้ามสื่อ เพื่อป้องกันผู้ประกอบการรายใหญ่ครอบงำความคิดของประชาชนมากเกินไป
แม้ร่างประกาศที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ คือ ร่างประกาศ เรื่องหลักเกณฑ์การพิจารณากำหนดผู้มีอำนาจเหนือตลาดอย่างมีนัยสำคัญในตลาดที่เกี่ยวข้องในกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ และมาตรการเฉพาะเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาดหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน พ.ศ.... จะยังอยู่ระหว่างการถกเถียงในเรื่องรายละเอียด
แต่ข้อสรุปเบื้องต้นที่ กสท.กำหนด คือ ผู้ประกอบการที่มีทั้งกิจการทีวีและวิทยุนั้น จะต้องมีสัดส่วนฐานผู้รับข่าวสารไม่เกินประเภทละ 30% หรือหากมีมากกว่า 2 กิจการ คือ ทีวี วิทยุ และหนังสือพิมพ์ จะต้องมีสัดส่วนไม่เกินประเภทละ 20%
สำหรับเกณฑ์การครองสิทธิข้ามสื่อนั้นจะโฟกัสไปที่ทีวีและวิทยุเป็นหลัก เช่น หากผู้ประกอบกิจการ มี 3 สื่อ แต่มีสัดส่วนผู้อ่านหนังสือพิมพ์ 30% ขณะที่ทีวีกับวิทยุไม่เกิน 20% ก็ไม่เข้าข่ายว่าครอบงำ
อย่างไรก็ตาม สื่อออนไลน์ หรือ นิว มีเดีย ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นในการออกประกาศครั้งนี้ด้วย เนื่องจากจะเห็นว่าปัจจุบันสื่อออนไลน์เข้ามามีบทบาทสูงมากในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน ก่อนจะได้ข้อสรุปว่า จริงๆ แล้ว นิว มีเดีย อาจเป็นเพียงการกระจุกตัวเฉพาะสังคมเมืองใหญ่เท่านั้น แต่การวัดฐานผู้ชมจะวัดจากฐานทั้งประเทศ
ดังนั้น ไม่เพียงแต่การเปลี่ยนผ่านทางเทคนิคที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ เพราะหลักเกณฑ์ต่างๆ จะทยอยออกมาเพื่อจัดระเบียบวงการบรอดคาสต์อันยุ่งเหยิงให้อยู่ในกรอบ ขณะที่ผู้ชมจะมีทางเลือกมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ได้ถูกจำกัดแค่ข้อมูลข่าวสารหรือละครที่ไม่กี่ช่องจงใจยัดเยียดแบบที่ผ่านมาอีก







