posttoday
ราคาตราสารหนี้เพิ่มขึ้นทุกช่วงอายุจากแรงซื้อนักลงทุนหลากหลายกลุ่ม

ราคาตราสารหนี้เพิ่มขึ้นทุกช่วงอายุจากแรงซื้อนักลงทุนหลากหลายกลุ่ม

18 กุมภาพันธ์ 2557

ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (10-13 ก.พ. 2557) มีมูลค่ารวม 269,247 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 67,312 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 2%

ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (10-13 ก.พ. 2557) มีมูลค่ารวม 269,247 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 67,312 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 2%

ทั้งนี้ เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่ากว่า 64% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 171,918 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 67,218 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 5,808 ล้านบาท หรือคิดเป็น 25% และ 2% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ

สำหรับพันธบัตรรัฐบาล รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น LB176A (อายุ 3.3 ปี) LB196A (อายุ 5.3 ปี) และ LB155A (อายุ 1.3 ปี) โดยมีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 15,859 ล้านบาท 12,135 ล้านบาท และ 8,053 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนพันธบัตรที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย คือ รุ่น CB14304A (อายุ 14 วัน) CB14515B (อายุ 91 วัน) และ CB14410A (อายุ 56 วัน) มูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 31,414 ล้านบาท 26,224 ล้านบาท และ 10,954 ล้านบาท ตามลำดับ

ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชน ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท เบทาโกร รุ่น BTG14NA (A) มูลค่าการซื้อขาย 484 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย รุ่น SCC19OA (A) มูลค่าการซื้อขาย 454 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) รุ่น TLT149A (AAA) มูลค่าการซื้อขาย 376 ล้านบาท

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield) ของตราสารหนี้อายุน้อยกว่า 3 ปี ปรับตัวลดลงเล็กน้อย ประมาณ 1 Basis Point (100 Basis Point มีค่าเท่ากับ 1%) ขณะที่ Yield ของตราสารอายุตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ปรับตัวลดลงในช่วงประมาณ 4 ถึง 10 Basis Point ตามแรงซื้อของนักลงทุนสถาบันภายในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่ยังคงมีแรงซื้อตลอดทั้งสัปดาห์หลังจาก Sentiment ของตลาดเริ่มปรับตัวดีขึ้น

นักลงทุนมีมุมมองว่าอาจจะมีการลดดอกเบี้ยภายในประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงถัดไป ขณะที่ความวุ่นวายทางการเมืองนั้นน่าจะคลี่คลายได้ในไม่ช้า นอกจากนี้แล้ว จากปัญหาการไหลออกของเงินลงทุนในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) หลายแห่ง โดยมีสาเหตุหลักมาจากพื้นฐานเศรษฐกิจที่อ่อนแอของประเทศเหล่านั้น ทำให้มุมมองต่อการลงทุนในประเทศไทยปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากไทยยังมีพื้นทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างแข็งแรง

ขณะเดียวกัน ปัญหาเพดานหนี้ของสหรัฐอเมริกาที่คลี่คลายลงหลังจากสภาคองเกรสมีมติอนุมัติผ่านร่างกฎหมายขยายเพดานหนี้ฯ ออกไปจนถึงเดือน มี.ค. 2558 บวกกับถ้อยแถลงของเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ที่ออกมาส่งสัญญาณว่า จะยังคงเดินหน้าการลดขนาดของมาตรการ QE ต่อไป หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐยังส่งสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้ช่วยทำให้บรรยากาศการลงทุนดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การลดขนาดของมาตรการ QE ในช่วงถัดไปอาจกดดันให้กระแสเงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ รวมถึงประเทศไทยได้อีก ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

ในสัปดาห์นี้นักลงทุนต่างชาติมียอด ซื้อสุทธิ ในตราสารหนี้ทุกประเภท (ทั้งระยะสั้นและระยะยาว) รวมกัน 10,326 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว 533 ล้านบาท และซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น (อายุคงเหลือน้อยกว่า 1 ปี) 9,793 ล้านบาท ทางด้านนักลงทุนรายย่อยมียอดขายสุทธิ 129 ล้านบาท

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท