
ไทยกับความท้าทายของ HDD
ปัจจุบันไทยนับว่าเป็นฐานการผลิต Hard Disk Drive (HDD) สำคัญของโลก โดยแข่งขันกับจีนเพื่อเป็นอันดับ 1 ของโลก ซึ่งผู้ผลิตหลัก 4 รายของโลก มีฐานการผลิตในไทยถึง 3 บริษัท คือ เวสเทิร์นดิจิตอล ซีเกท และเอชจีเอสที โดยมีรายได้รวมกันประมาณ 4 แสนล้านบาท และกำไร 7 หมื่นล้านบาท ในปี 2555 นอกจากนี้ ยังมีซัพพลายเซนซึ่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนอีกเป็นจำนวนมาก
ปัจจุบันไทยนับว่าเป็นฐานการผลิต Hard Disk Drive (HDD) สำคัญของโลก โดยแข่งขันกับจีนเพื่อเป็นอันดับ 1 ของโลก ซึ่งผู้ผลิตหลัก 4 รายของโลก มีฐานการผลิตในไทยถึง 3 บริษัท คือ เวสเทิร์นดิจิตอล ซีเกท และเอชจีเอสที โดยมีรายได้รวมกันประมาณ 4 แสนล้านบาท และกำไร 7 หมื่นล้านบาท ในปี 2555 นอกจากนี้ ยังมีซัพพลายเซนซึ่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนอีกเป็นจำนวนมาก
บริษัทผลิต HDD ของไทยปี 2555
อันดับ บริษัท รายได้ (ล้านบาท) กำไร (ล้านบาท)
17 เวสเทิร์นดิจิตอล (ประเทศไทย) 153,315 28,829
19 เอชจีเอสที (ประเทศไทย) 139,530 34,616
32 ซีเกทเทคโนโลยี (ประเทศไทย) 106,773 3,101
211 เวสเทิร์นดิจิตอลสตอเรจดีไวส์ (ประเทศไทย) 17,775 1,302
แหล่งข้อมูล : วารสาร Business+
ปัจจุบันสถานการณ์ HDD ไม่เป็นที่น่าไว้วางใจนัก เนื่องจากปัญหาหลายประการ
ประการแรก ตลาดเครื่องคอมพิวเตอร์เริ่มหดตัวลงอย่างช้าๆ เนื่องจากประชากรหันไปสนใจซื้อแท็บเล็ตเป็นการทดแทน ซึ่งแท็บเล็ตจะใช้หน่วยความจำแบบ Solid State Drive (SSD) ที่แม้มีราคาแพงกว่า แต่มีข้อดี คือ กินไฟน้อยกว่า ขนาดเล็กกว่า และทนทานต่อการกระทบกระแทกมากกว่า
ประการที่สอง หน่วยความจำ SSD เริ่มรุกเข้าสู่ตลาดเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่มีราคาแพง เนื่องจากทำให้เครื่องมีขนาดเบาและบางลง แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานขึ้น เนื่องจากราคาหน่วยความจำ SSD ลดลงตามลำดับ โดยในช่วงต้นปี 2557 ราคาของ SSD ลดลงต่ำกว่า 1 เหรียญสหรัฐ/กิกะไบต์
จากสถานการณ์ข้างต้น ทำให้ยอดจำหน่าย SSD จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากเพียง 39 ล้านชิ้น ในปี 2555 เป็น 83 ล้านชิ้น ในปี 2556 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 239 ล้านชิ้น ในปี 2559
ดังนั้น นักวิเคราะห์คาดว่าตลาด SSD จะเพิ่มขึ้นจากหมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปี 2555 เป็น 2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2559 ขณะเดียวกันตลาดของ HDD จะหดตัวลงอย่างช้าๆ จาก 3.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2555 เหลือประมาณ 3.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในอีก 3-4 ปีข้างหน้า
สำหรับ HDD จะไม่เหมือนกับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น วิดีโอเทป กล้องถ่ายรูปธรรมดา ฯลฯ ที่สูญพันธุ์อย่างรวดเร็ว เนื่องจากยังมีความต้องการหน่วยความจำความจุสูงในราคาต่ำ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ ภาพยนตร์ดิจิตอล คลาวด์คอมพิวเตอร์ รวมถึงการเก็บสำรองข้อมูลจากอุปกรณ์แท็บเล็ตที่มีความจุต่ำ โอนมาเก็บไว้ใน HDD
จากสถานการณ์ HDD ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไม่สดใสนัก ทำให้ยอดส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในปีที่ผ่านมาติดลบ
ทั้งนี้ ได้มีรายงานการศึกษาขององค์กรต่างๆ เสนอแนะว่าให้ผู้ประกอบการ HDD พัฒนาไปสู่การผลิตเทคโนโลยีสูงขึ้น ซึ่งนับเป็นข้อเสนอแนะแบบกำปั้นทุบดิน ไม่ใช่เรื่องทำได้ง่ายๆ เนื่องจากเทคโนโลยี HDD เป็นการเก็บข้อมูลโดยแม่เหล็ก แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงจาก SSD ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลโดยวงจรไฟฟ้า อุปมาอุปไมยเหมือนกับเสนอแนะให้บริษัทต่อเรือเดินสมุทรให้ยกระดับมาเป็นผู้ผลิตเครื่องบิน
หากลงทุนผลิต SSD แบบครบวงจรไปสู่ต้นน้ำแล้ว จะต้องลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตเวเฟอร์วงจรรวม ขั้นต่ำเป็นเงินนับแสนล้านบาท และต้องแข่งขันกับเจ้าตลาด SSD ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก คือ ซัมซุง โตชิบา ไมครอน และอินเทล ที่มีเงินทุนจำนวนมากมายเหนือกว่าผู้ผลิต HDD ด้วยซ้ำ
แต่หากจะลงทุนเฉพาะขั้นปลายน้ำ โดยซื้อวงจรรวมจากโรงงานเวเฟอร์วงจรรวมมาเป็นวัตถุดิบในการผลิต SSD ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน เนื่องจากมีผู้ขายน้อยรายและล้วนเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก ซึ่งบริษัทเหล่านี้ต้องการผลิตแบบวงจรเพื่อให้มีกำไรสูงสุด มากกว่าจะจำหน่ายแผ่นเวเฟอร์วงจรรวมให้กับบริษัทอื่นๆ หรือหากจำหน่ายก็จะขายในราคาแพง ทำให้ต้นทุนผลิตสูงกว่า







