
กับดัก
ไทยและประเทศกำลังพัฒนาอีกบางแห่งในกลุ่มอาเซียนกำลังติดอยู่ใน “กับดัก” ค่ะ กับดักที่ว่าก็คือ การอยู่ในฐานะประเทศรายได้ปานกลาง หลังจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วได้ผลักดันให้ประเทศก้าวพ้นจากการเป็นประเทศรายได้ต่ำสำเร็จ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูงหรือประเทศพัฒนาแล้วได้เมื่อใด
ไทยและประเทศกำลังพัฒนาอีกบางแห่งในกลุ่มอาเซียนกำลังติดอยู่ใน “กับดัก” ค่ะ กับดักที่ว่าก็คือ การอยู่ในฐานะประเทศรายได้ปานกลาง หลังจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วได้ผลักดันให้ประเทศก้าวพ้นจากการเป็นประเทศรายได้ต่ำสำเร็จ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูงหรือประเทศพัฒนาแล้วได้เมื่อใด
นอกจากไทยแล้ว “อินโดนีเซีย” ก็มีชะตากรรมไม่ต่างจากเราเท่าไร และคำแนะนำที่อินโดนีเซียได้จากธนาคารโลก หรือเวิลด์แบงก์ ก็เหมือนๆ กับที่มาเลเซียและไทยได้รับมาเหมือนกันค่ะ นั่นก็คือ ต้องผลิตแรงงานที่มีทักษะฝีมือขั้นสูง ซึ่งจะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปสู่การเป็นผู้ผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น มีความหลากหลายมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถเข้าไปแข่งขันด้านธุรกิจบริการในเวทีโลกได้ด้วย
การปรับโครงสร้างแบบนี้นี่เองค่ะ ที่จะทำให้แรงงานมีผลิตภาพสูงขึ้น เศรษฐกิจเติบโตมากขึ้นไปอีก จนถึงระดับที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศรายได้สูง
สำหรับอินโดนีเซียนั้น นักวิเคราะห์บอกว่า สิ่งที่เป็นปัญหาสำคัญและทำให้ต้องติด “กับดัก” ก็คือ ระบบการศึกษาและการไม่สามารถผลิตแรงงานทักษะสูงได้มากเพียงพอกับความต้องการ โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพการศึกษาโดยรวม และอัตราการเรียนต่อระดับอุดมศึกษาและสถาบันด้านวิชาชีพที่ยังต่ำอยู่
ว่าไปแล้ว ปัญหาเรื่องการศึกษาของอินโดนีเซียก็คล้ายคลึงกับไทยเหมือนกันนะคะ เพราะมีข้อมูลระบุว่า ปัญหาเรื่องคุณภาพไม่ได้เกิดจากการขาดเงินสนับสนุน เพราะที่ผ่านมารัฐบาลอินโดนีเซียได้ทุ่มงบประมาณราว 20% ของงบประมาณทั้งหมดลงไปในระบบการศึกษา มีทั้งโครงการเรียนฟรี 9 ปี กำหนดให้ครูต้องผ่านการประเมินคุณภาพก่อนได้รับใบประกอบวิชาชีพ มีการออกแบบหลักสูตรใหม่ แต่ปรากฏว่าการปฏิรูปเหล่านี้กลับไม่ได้สร้างผลลัพธ์ได้ดีเท่าที่หวังไว้
นักวิเคราะห์ยังบอกอีกค่ะว่า ปัญหาการปฏิรูปการศึกษาของอินโดนีเซียยังเกิดจากธรรมาภิบาลที่อ่อนแอ โดยเฉพาะการนำนโยบายไปปฏิบัติที่ยังมีปัญหา ทำให้ไม่เกิดผลลัพธ์อย่างที่ควรจะเป็น
ส่วนเรื่องของการเรียนต่อระดับอุดมศึกษาและด้านวิชาชีพต่างๆ นั้น รัฐบาลอินโดนีเซียจะต้องเร่งให้เงินอุดหนุนเพื่อจูงใจให้เด็กเรียนต่อมากขึ้น หลังจบมัธยมแล้ว ควรมีการปล่อยเงินกู้สำหรับนักเรียน นักศึกษา ซึ่งปัจจุบันอินโดนีเซียยังไม่มีนโยบายด้านนี้ค่ะ
ถ้าหันกลับมาดูประเทศไทยของเรา ก็จะเห็นว่ามีทั้งส่วนที่คล้ายและแตกต่างกับอินโดนีเซียค่ะ ส่วนที่คล้ายกันอย่างเห็นได้ชัดคือ ไทยทุ่มงบประมาณมหาศาลให้กับระบบการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดในปีงบประมาณ 2557 ที่มีวงเงินประมาณกว่า 2.5 ล้านล้านบาท กระทรวงศึกษาธิการได้รับการจัดสรรงบประมาณสูงเป็นอันดับ 1 ในบรรดากระทรวงทั้งหมดค่ะ โดยได้งบ 4.81 แสนล้านบาท
มีเป้าหมายของการใช้ เช่น จัดงบเกือบ 3 แสนล้านบาท เพื่อให้ประชาชนได้รับการศึกษาและเรียนรู้ตลอดชีวิตที่มีมาตรฐานและคุณภาพ ส่วนอีก 8.56 หมื่นล้านบาท เพื่อให้ประชาชนได้รับโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานตามสิทธิที่กำหนดไว้ อีกราว 7.21 หมื่นล้านบาท เพื่อให้กำลังคนระดับกลางและระดับสูงมีคุณภาพมาตรฐาน แข่งขันในระดับสากลได้
ส่วนจุดต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างอินโดนีเซียและไทย คือ ไทยมีอัตราการเรียนต่อระดับอุดมศึกษาและสถาบันวิชาชีพต่างๆ ไม่น้อยนะคะ สมัยนี้คนจบปริญญาตรีถือเป็นเรื่องธรรมดามากๆ แต่ปัญหาที่ต้องมองลงไปให้ลึกก็คือ คุณภาพเป็นอย่างไร สาขาที่จบตอบโจทย์ของตลาดแรงงานหรือไม่
ถ้าเอาแต่เน้น “ปริมาณ” แต่ละเลย “คุณภาพ” ต่อให้ผลิตบัณฑิตได้มากแค่ไหน ประเทศเราก็คงดิ้นไม่พ้น “กับดัก” หรอกค่ะ
ก็ต้องดูกันว่า อินโดนีเซีย กับ ไทย ใครจะดิ้นพ้นจากกับดักการเป็นประเทศรายได้ปานกลางได้ก่อนกัน เพราะดูไปแล้วโจทย์ที่ต้องเร่งแก้ไข ก็คือ ระบบการศึกษา เหมือนกันค่ะ







