
ปริซึม สกายแล็บส์ ฝ่าวิกฤตทำธุรกิจเสียชื่อ
โดย...ลภัสรดา ภูศรี
โดย...ลภัสรดา ภูศรี
ภายหลังจากเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน อดีตพนักงานหน่วยข่าวกรองของสหรัฐ ได้ออกมาแฉเรื่องราวเกี่ยวกับ “ปริซึม” โครงการสอดแนมข้อมูลทางโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตของพลเมืองสหรัฐและอีกหลายประเทศทั่วโลกของสำนักหน่วยงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ (เอ็นเอสเอ)
ใครจะรู้ว่าผลกระทบจากการเปิดโปงครั้งนั้น ไม่เพียงแต่สั่นคลอนภาพลักษณ์ของรัฐบาลเมืองลุงแซมอย่างหนักแล้ว ยังเกือบทำให้ธุรกิจขนาดเล็กแห่งหนึ่งในสหรัฐต้องเสียชื่อ เพียงเพราะว่าดันมีชื่อไปละม้ายคล้ายคลึงกับโครงการปริซึมอันฉาวโฉ่
สตีเวน รัสเซล ผู้ก่อตั้ง “ปริซึม สกายแล็บส์” บริษัทผู้ให้บริการด้านซอฟต์แวร์ในซานฟรานซิสโก ถึงกับล้มทั้งยืนเมื่อได้ยินข่าวดังระดับโลก เพราะรู้ดีว่าภาพลักษณ์ของธุรกิจอาจถึงคราวเจอกับความท้าทายครั้งใหญ่เสียแล้ว
“ทุกคนโยงโครงการปริซึมกับบริษัทของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากเราเป็นผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับการสอดส่องพฤติกรรมของลูกค้าผ่านทางกล้องวงจรปิด เพื่อนำมาวิเคราะห์และปรับปรุงแผนธุรกิจให้ตรงกับความต้องการตลาดมากขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นกับสิทธิส่วนบุคคลโดยตรง ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หากลูกค้าหรือใครได้ชื่อบริษัทของเรา อาจตั้งข้อสังเกตและคิดว่าเราอาจพัวพันกับโครงการดังกล่าวจริง” รัสเซล เปิดใจ
อย่างไรก็ตาม แม้ปัญหาอยู่ตรง “ชื่อ” แต่นั่นไม่ได้ทำให้รัสเซลตัดสินใจเปลี่ยนชื่อบริษัทแต่อย่างใด เนื่องจากมองว่า ชื่อเสียงโดยรวมของบริษัทมีความสำคัญและมีพลังมากกว่า ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ธุรกิจสามารถก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้
“ผมยอมรับว่าแม้จนถึงทุกวันนี้ ผมยังไม่เลิกกังวลถึงผลกระทบของโครงการปริซึมที่มีต่อชื่อเสียงของบริษัท แต่ผมคิดว่าผมตัดสินใจถูกที่ไม่รีแบรนด์บริษัทใหม่ เพราะนั่นหมายความว่า ความพยายามสร้างแบรนด์ ปริซึม สกายแล็บส์ อย่างหนักหน่วงนาน 2 ปี จะไร้ประโยชน์ และการปรับภาพลักษณ์ใหม่ทั้งหมดก็จะกินเวลาการปรับปรุงธุรกิจในด้านอื่นๆ ของเราไปโดยไม่จำเป็น” ซีอีโอหนุ่มไฟแรง ระบุ
เดวิด โกโรเดสกี ผู้ก่อตั้งบริษัทด้านการสื่อสารการตลาดเซจ คอมมิวนิเคชั่น ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ มองว่า การตัดสินใจคงชื่อของบริษัทไว้เช่นเดิมของปริซึม สกายแล็บส์ ถือเป็นการเดินหมากที่ถูกต้องแล้ว เนื่องจาก สิ่งที่สำคัญสำหรับธุรกิจขนาดเล็กนั้นอยู่ตรงคุณภาพของสินค้าและบริการมากกว่าชื่อของบริษัท
“บ่อยครั้งที่เมื่อเกิดวิกฤต การเปลี่ยนชื่อหรือรีแบรนด์ธุรกิจอาจเป็นสิ่งจำเป็น แต่ในกรณีของธุรกิจขนาดเล็ก ผมมองว่าจุดแข็งของธุรกิจนั้นอยู่ตรงที่คุณภาพของสินค้าและบริการมากกว่าชื่อบริษัทแต่เพียงอย่างเดียวอยู่แล้ว”
“ดังนั้นหากต้องการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งและสามารถฝ่าฟันความเสี่ยงที่จะกระทบต่อชื่อเสียงของธุรกิจให้ได้ ผู้ประกอบการขนาดเล็กควรให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการเป็นหลัก ซึ่งจะช่วยผลักดันชื่อเสียงในภาพรวมของบริษัทให้แข็งแกร่งขึ้นโดยอัตโนมัติ” โกโรเดสกี ให้ความเห็น
และแม้ผ่านพ้นไปเกือบ 2 ปี นับตั้งแต่โครงการสอดแนมลับของรัฐบาลสหรัฐถูกเปิดโปง บริษัทปริซึม สกายแล็บส์ ก็ยังเดินหน้าบริหารธุรกิจต่อไปอย่างราบรื่น
“หากมองอีกมุม การมีชื่อที่คล้ายกันกับโครงการปริซึม ก็ทำให้บริษัทของเราได้รับความสนใจมากขึ้น และเปิดโอกาสให้เราสามารถนำเสนอซอฟต์แวร์คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้อีกด้วย” รัสเซล ระบุ
นับเป็นกรณีศึกษาทางธุรกิจที่ให้ข้อคิดดีๆ แก่ผู้ประกอบการขนาดเล็กได้เป็นอย่างดีว่า “ทุกวิกฤตทางธุรกิจ มีทางออกเสมอ”







