posttoday
เศรษฐกิจไทยแขวนไว้กับ...การฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก

เศรษฐกิจไทยแขวนไว้กับ...การฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก

17 กุมภาพันธ์ 2557

ที่ผมต้องกล่าวเช่นนี้เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกในระดับที่สูงมากถึง 62-63% ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจประเทศไทย (จีดีพี) โดยมีการนำเข้าวัตถุดิบและวัสดุสิ้นเปลืองที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกอีกประมาณไม่น้อยกว่า 40% ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่ได้รวมการใช้น้ำมันซึ่งต้องมีการนำเข้า

ที่ผมต้องกล่าวเช่นนี้เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกในระดับที่สูงมากถึง 62-63% ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจประเทศไทย (จีดีพี) โดยมีการนำเข้าวัตถุดิบและวัสดุสิ้นเปลืองที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกอีกประมาณไม่น้อยกว่า 40% ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่ได้รวมการใช้น้ำมันซึ่งต้องมีการนำเข้า

ขณะเดียวกันการส่งออกยังเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งสนับสนุนการส่งออกทั้งเล็กและใหญ่ และยังเกี่ยวข้องกับภาคบริการ เช่น ด้านโลจิสติกส์

นอกจากนี้ ภาคเกษตรของไทยเกินกว่าครึ่งผลิตเพื่อการส่งออก ทั้งทางตรงและการแปรรูป อีกทั้งกำลังแรงงานร้อยละ 6570 ของแรงงานทั้งระบบ เกี่ยวข้องกับการส่งออกทั้งทางตรงและทางอ้อม การส่งออกจึงเป็นหัวใจขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เห็นได้จากการส่งออกในปีที่ผ่านมาซึ่งติดลบในเชิงเงินเหรียญสหรัฐอีก 0.39% จากที่ปี 2555 ขยายตัวได้ 3% ส่งผลกระทบเป็นลูกระนาดไปสู่การบริโภคที่ชะลอตัว ประมาณว่าปีที่แล้ว การบริโภคภาคเอกชน ขยายตัวได้เพียง 0.3% จากที่เคยขยายตัวได้ถึง 6.7% ในปี 2555

ดังนั้น เศรษฐกิจไทยที่ซึมอยู่ในขณะนี้ หากพยากรณ์ว่าจะกลับมาฟื้นตัวได้เมื่อใด จึงขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าส่งออก ซึ่งภาคการส่งออกของไทย 73% พึ่งพิงตลาดส่งออกเพียง 6 ประเทศ คือ อาเซียน จีน สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และฮ่องกง

ขณะเดียวกัน มูลค่าการส่งออก สินค้าหลัก 10 อันดับแรก ที่มีสัดส่วนถึง 49.82% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด โดยมียางและผลิตภัณฑ์ยางเท่านั้นที่ติดอยู่ในกลุ่ม นอกนั้นเป็นสินค้าอุตสาหกรรมที่พึ่งพิงการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ และเป็นสินค้าที่รับจ้างผลิตตามยี่ห้อของต่างชาติ แสดงให้เห็นถึงโครงสร้างการส่งออกของไทยขาดความเสถียรและมีความเปราะบาง

หากจะดูเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ก็ต้องไปส่องกล้องดูการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าเป็นรายประเทศ โดยเริ่มต้นจากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออก 10.05% ซึ่งเศรษฐกิจของสหรัฐมีสัญญาณการฟื้นตัวค่อนข้างดีกว่าหลายประเทศ เห็นได้จากอัตราการว่างงานเดือน ก.พ. อยู่ที่ 6.7% และดัชนีความเชื่อมั่นสูงกว่าที่ประเมินไว้ แต่คงต้องติดตามการลดขนาดคิวอี ซึ่งได้เริ่มทยอยลดเงินอัดฉีดเข้าสู่สถาบันการเงิน

สำหรับสหภาพยุโรป ซึ่งมีสัดส่วนส่งออก 9% การฟื้นตัวในปีนี้คงค่อยเป็นค่อยไป แต่ก็มีดัชนีเศรษฐกิจหลายตัวชี้ว่าเศรษฐกิจของยุโรปมีแนวโน้มการฟื้นตัว สะท้อนจากตัวเลขการว่างงานเดือน พ.ย. 2556 อยู่ที่ 12.1% เทียบกับก่อนหน้านี้อยู่ที่ระดับ 1718% อีกทั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีที่แล้วติดลบ 0.5% ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นคู่ค้าส่งออกไทย สัดส่วน 9.73% อาจจะยังทรงๆ ทรุดๆ อยู่ เห็นได้จากดัชนีความเชื่อมั่นเดือน ม.ค. อยู่ที่ระดับ 40.5 ต่ำสุดในรอบ 2 ปี และดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 28 ปี แสดงถึงนโยบายอัดฉีดเงินของนายชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรี ไม่ได้ผล กำลังซื้อในประเทศยังไม่มี สะท้อนจากการส่งออกปีที่แล้วขยายตัวจนติดลบถึง 5.24%

สำหรับประเทศจีนซึ่งเป็นคู่ค้าส่งออกไทยในสัดส่วน 11.72% และฮ่องกงอีก 5.71% กำลังประสบปัญหาสภาพคล่องในสถาบันการเงิน ซึ่งไปปล่อยกู้เงินนอกระบบและมีหนี้เสียจำนวนมาก และดัชนีการผลิตจีนเดือน ม.ค.ลดลงกว่าที่คาด อีกทั้งแนวโน้มการส่งออกเริ่มชะลอตัวลง ถึงขนาดมีการปรับลดจีดีพีในปีนี้ลงเหลือ 7.4% จากที่ประเมินว่าจะเติบโตได้ 7.7%

เอาเป็นว่า เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าและเศรษฐกิจโลกปีนี้คงดีกว่าปีที่แล้ว แต่การฟื้นตัวคงไม่วูบวาบ ค่อยเป็นค่อยไป การส่งออกของไทยก็คงขยายตัวได้ไม่ดีนักประมาณ 45.5% ซึ่งการส่งออกคงกลับมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ในระดับหนึ่ง ขณะที่ปัญหาการเมืองในประเทศยังคงติดหล่มหาทางออกไม่เจอ

สำหรับผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอี ปีนี้บอกได้เลยว่ายังเหนื่อย (มากๆ) ส่วนผู้ที่กินเงินเดือนก็คงมีความเสี่ยง เพราะสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ออกมาเตือนว่าการว่างงานมีแนวโน้มสูงขึ้น ก็ต้องประคับประคองกันให้ดีนะครับ

(ติดตามบทความย้อนหลังได้ที่ www.tanitsorat.com)

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท