
กลุ่มยานยนต์ยังไม่ฟื้น
ดิษฐนพ วัธนเวคิน นักวิเคราะห์การลงทุน บล.เคเคเทรด คาดว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2556 หดตัวต่อเนื่องหลังสิ้นสุดแรงกระตุ้นจากโครงการรถคันแรก โดยยอดผลิตรถยนต์ลดลงต่ำสุดในรอบ 7 ไตรมาส อยู่ที่ 5.3 แสนคัน ลดลง 11% จากไตรมาส 3 และ 28% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่าจะมีงานมอเตอร์เอ็กซ์โปซึ่งปกติแล้วจะช่วยกระตุ้นยอดขายเป็นอย่างดี แต่ครั้งนี้ไม่สามารถพยุงตลาดรถยนต์กลับมาคึกคักมากนัก ทำให้มียอดขายรถยนต์ช่วงไตรมาส 4 ปี 2556 เพียง 2.9 แสนคัน ลดลง 1% จากไตรมาส 3 และ 33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ดิษฐนพ วัธนเวคิน นักวิเคราะห์การลงทุน บล.เคเคเทรด คาดว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2556 หดตัวต่อเนื่องหลังสิ้นสุดแรงกระตุ้นจากโครงการรถคันแรก โดยยอดผลิตรถยนต์ลดลงต่ำสุดในรอบ 7 ไตรมาส อยู่ที่ 5.3 แสนคัน ลดลง 11% จากไตรมาส 3 และ 28% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่าจะมีงานมอเตอร์เอ็กซ์โปซึ่งปกติแล้วจะช่วยกระตุ้นยอดขายเป็นอย่างดี แต่ครั้งนี้ไม่สามารถพยุงตลาดรถยนต์กลับมาคึกคักมากนัก ทำให้มียอดขายรถยนต์ช่วงไตรมาส 4 ปี 2556 เพียง 2.9 แสนคัน ลดลง 1% จากไตรมาส 3 และ 33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่ภาคส่งออกซึ่งเป็นความหวังหดตัวเช่นเดียวกันอยู่ที่ 2.8 แสนคัน ลดลง 8% จากไตรมาส 3 และ 1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้ คาดว่ากำไรจากธุรกิจปกติงวดไตรมาส 4 ของบริษัทในกลุ่มยานยนต์ที่ศึกษาที่เหลืออีก 3 บริษัท จะหดตัวลงในทิศทางเดียวกันกับยอดผลิตรถยนต์ และเป็นไตรมาสที่แย่ที่สุดของปี 2556
นอกจากนั้น ยังคาดกำไรปกติของกลุ่มจะลดลง 16% จากไตรมาส 3 และ 31% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยบริษัท อาปิโก ไฮเทค (AH) มีความเสี่ยงที่กำไรจะลดลงแรงมากที่สุด เนื่องจากมีอัตราการทำกำไรต่ำแต่มีค่าใช้จ่ายคงที่สูง
บริษัท ที.กรุงไทยอุตสาหกรรม (TKT) คาดว่าจะมีกำไรฟื้นตัว เนื่องจากการส่งมอบงานแม่พิมพ์จำนวนมาก บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี (SAT) จะโดดเด่นจากการบันทึกรายการพิเศษ ทำให้กำไรสุทธิเติบโตกว่าเท่าตัว (แต่กำไรปกติหดตัวเช่นเดียวกัน)
บริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า (STANLY) เป็นบริษัทแรกในกลุ่มที่ประกาศผลประกอบการแล้วมีกำไรสุทธิลดลง 7% จากไตรมาส 3 และ 22% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
แม้ปัญหารถยนต์ค้างสต๊อกจะคลี่คลายลง (ช่วง 5 เดือนสุดท้ายของปี 2556 ระบายรถไปได้กว่า 7 หมื่นคัน จากยอดค้างสต๊อก ณ สิ้นเดือน ก.ค. 2556 ราว 9 หมื่นคัน) จะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดรถยนต์ในประเทศ แต่อย่างไรก็ดี ความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน ยังเป็นตัวบ่อนทำลายตลาดรถยนต์ในประเทศอย่างต่อเนื่อง สมาคมหอการค้าญี่ปุ่น รายงานว่า ยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือน ม.ค. 2557 อยู่ที่เพียง 6.9 หมื่นคัน ลดลง 36% จากเดือน ธ.ค. 2556 และ 45% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีแนวโน้มว่าจะย่ำแย่ต่อเนื่องหากสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศยังไม่คลี่คลาย
ขณะที่ภาคส่งออกตัวความหวังก็ยังคงไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าจะเติบโตมาช่วยให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยฟื้นตัวได้ ทำให้คาดว่ายอดผลิตรถยนต์ปี 2557 จะอยู่ที่เพียง 2.28 ล้านคัน ลดลง 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
แม้ว่าดัชนีราคาหุ้นกลุ่มยานยนต์จะปรับตัวลงมาแล้วกว่า 29% จากจุดสูงสุดของปี 2556 สะท้อนการหดตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่อย่างไรก็ดี ราคาหุ้นของ 4 บริษัทกลุ่มที่ศึกษายังสูงกว่ามูลค่าเหมาะสมที่ประเมินด้วยอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E Ratio) ที่ 10 เท่า ซึ่งเป็นระดับปกติของการซื้อขายหุ้นกลุ่ม และยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวของยอดผลิตรถยนต์
ดังนั้น จึงยังคงให้น้ำหนัก “น้อยกว่าตลาด” ทั้งนี้ มีการเปลี่ยนคำแนะนำหุ้น SAT จาก “ถือ” เป็น “ขาย” เนื่องจากราคาหุ้นเพิ่มขึ้นสูงกว่ามูลค่าเหมาะสมที่เราประเมินจากการเก็งกำไรงบไตรมาส 4 ปี 2556 ที่คาดว่ากำไรสุทธิจะเติบโตโดดเด่น เนื่องจากการบันทึกรายการพิเศษ
AH เสี่ยงกำไรลงแรง
คาดกำไร (ปกติ) ลดลงกว่า 47% จากไตรมาส 3 และ 58% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แย่ที่สุดในกลุ่ม เนื่องจากมีอัตราการทำกำไรต่ำ (อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ราว 67% ต่ำสุดในกลุ่ม) แต่มีค่าใช้จ่ายคงที่สูง ค่าใช้จ่ายการขายและการบริหาร (SG&A) ประมาณ 800-900 ล้านบาทต่อปี สูงสุดในกลุ่ม)
ทั้งนี้ งวดไตรมาส 4 ปี 2556 บริษัทอาจมีการบันทึกรายได้ค่าสินไหมประกันเข้ามาราว 500 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ดี คาดว่าบริษัทจะมีการตัดจ่ายค่าความนิยมจากเงินลงทุนในบริษัท อาปิโก ฟอร์จจิ้ง ในจำนวนที่เท่ากัน
SAT กำไรรายการพิเศษ
ทั้งนี้ คาดว่ากำไรจากธุรกิจปกติจะลดลง 18% จากไตรมาส 3 และ 26% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่กำไรสุทธิจะเติบโตกว่า 127% จากไตรมาส 3 และ 105% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการบันทึกกำไรจากรายการพิเศษกว่า 220 ล้านบาท ประกอบด้วย การปรับมูลค่าสินทรัพย์ทุกรอบ 5 ปี (เครื่องจักรและโรงงาน) กำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์ การบวกกลับผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน และการบวกกลับค่าใช้จ่ายพนักงานที่ตั้งไว้สูงกว่าที่จ่ายจริง
TKT กำไรฟื้นตัว
คาดผลประกอบการ (ปกติ) ฟื้นตัวมาเป็นกาไร 14 ล้านบาท จากไตรมาสก่อนหน้าขาดทุน 1 ล้านบาท เนื่องจากมีการส่งมอบงานแม่พิมพ์จำนวนมากราว 100 ล้านบาท ช่วยชดเชยการหดตัวของยอดขายชิ้นส่วนยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่คาดว่าจะลดลง 7% จากไตรมาส 3 มาอยู่ที่ 397 ล้านบาท







