
เงินบาทรีบาวด์...จับตาข้อมูล GDP ไทย
ในสัปดาห์นี้ เงินบาทน่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.40-32.80 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยในสัปดาห์นี้ ปัจจัยที่นักลงทุนโดยรวมจะให้ความสนใจเป็นพิเศษคือ การรายงานข้อมูลการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย หรือ GDP สำหรับไตรมาส 4 ปี 2556 รวมถึงตัวเลขโดยรวมของปี 2556 ซึ่งนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะบ่งชี้ถึงสัญญาณเศรษฐกิจที่ชะลอลงต่อเนื่อง หลังจากที่เราได้เห็นข้อมูลรายเดือนไปแล้วในช่วงก่อนหน้า
ในสัปดาห์นี้ เงินบาทน่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.40-32.80 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยในสัปดาห์นี้ ปัจจัยที่นักลงทุนโดยรวมจะให้ความสนใจเป็นพิเศษคือ การรายงานข้อมูลการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย หรือ GDP สำหรับไตรมาส 4 ปี 2556 รวมถึงตัวเลขโดยรวมของปี 2556 ซึ่งนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะบ่งชี้ถึงสัญญาณเศรษฐกิจที่ชะลอลงต่อเนื่อง หลังจากที่เราได้เห็นข้อมูลรายเดือนไปแล้วในช่วงก่อนหน้า
ขณะเดียวกัน ปัจจัยจากต่างประเทศที่สำคัญ คือ การเผยรายงานการประชุม FOMC สำหรับการประชุมเมื่อเดือน ม.ค. ซึ่งมีการประกาศให้ปรับลด QE ลงอย่างต่อเนื่องอีก 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่การเข้าซื้อสินทรัพย์ที่ 6.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา การเคลื่อนไหวของเงินบาทอยู่ในแนวโน้มที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดตลาดที่ระดับ 32.77 แม้ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรจะออกมาอยู่ในระดับที่น้อยกว่าการคาดการณ์ของตลาดค่อนข้างมาก แต่ดูเหมือนว่านักลงทุนไม่ได้ให้น้ำหนักกับตัวเลขที่ออกมาน้อยเท่าใดนัก เนื่องจากมองว่าเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว ตามสภาพภูมิอากาศหนาวเย็นในสหรัฐ ที่ทำให้บางกิจกรรมเศรษฐกิจไม่ดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะกิจกรรมในภาคการก่อสร้าง
ในช่วงต้นสัปดาห์ ตลาดรอฟังถ้อยแถลงของนาง Janet Yellen ประธานเฟดคนใหม่ ต่อหน้าสภาคองเกรส ถ้อยแถลงบ่งชี้ว่าเธอจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงทิศทางของนโยบายการเงินสหรัฐใดๆ ที่สร้างความกระตุกให้เกิดขึ้น และเธอคาดว่าจะคงการปรับลดการทำ QE ลงอย่างต่อเนื่องตามที่เป็นไปในช่วงการนำของนาย Ben Bernanke
นอกจากนี้ ประธานเฟดคนใหม่ กล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีการขยายตัวในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ยังมีการให้ความเห็นว่า ตลาดแรงงานยังไม่ได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ตลาดตอบรับสุนทรพจน์ในเชิงบวก ขณะที่ประเด็นเรื่องเพดานหนี้ของสหรัฐก็สามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยดี หลังจากทั้งสภาบนและสภาล่างของสหรัฐ ลงมติปรับขยายเวลาเพดานหนี้ออกไปถึงเดือน มี.ค. 2558 อย่างไม่มีเงื่อนไข ทำให้การใช้จ่ายของภาครัฐในสหรัฐยังดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง
ข่าวดีจากสหรัฐดังกล่าวช่วยผ่อนคลายจิตวิทยาของนักลงทุนให้กลับมากล้ารับความเสี่ยงมากขึ้นอีกครั้ง ในส่วนของสินทรัพย์ในเอเชียเอง ยังได้รับแรงหนุนจากข่าวดีจากข้อมูลการค้าของจีน โดยในเดือน ม.ค. การส่งออกของจีนขยายตัวดีเกินคาด เนื่องจากคาดการณ์ว่าเทศกาลตรุษจีนอาจมีผลต่อกิจกรรมเศรษฐกิจในเดือน ม.ค. ชะลอลงในขณะเดียวกัน การนำเข้าของจีนเร่งขึ้น ส่งสัญญาณที่ดีขึ้นต่อเศรษฐกิจเอเชียโดยรวม หลังเห็นสัญญาณความต้องการสินค้าจากจีนปรับสูงขึ้น สัญญาณที่ดีจากจีนหนุนให้สกุลเงินเอเชียแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะค่าเงินรูเปียห์ เงินวอน และเงินบาท โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากว่าค่าเฉลี่ย 30 และ 50 วันอย่างไรก็ดี หากประเมินจากการไหลเข้าของเงินทุน ยังไม่เห็นการกลับเข้ามาของนักลงทุนต่างชาติทั้งในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรไทย ในสัปดาห์ที่ผ่านมายังเห็นแรงขายสุทธิในตลาดหุ้นต่อเนื่องจำนวน 2,350 ล้านบาท ขณะที่ในตลาดพันธบัตรมีแรงซื้อกลับมาเล็กน้อยในวันสุดท้ายของสัปดาห์ ทำให้โดยรวมมีการเข้ามาซื้อสุทธิประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ช่วงปลายสัปดาห์ ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 32.59
ในสัปดาห์ก่อน ค่าเงินยูโรและเงินเยนเคลื่อนไหวไม่มากนัก ค่าเงินยูโรปรับแข็งค่าขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ก่อน ก่อนร่วงลงเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ และหลังจากสมาชิกคนหนึ่งของคณะกรรมการนโยบายการเงินจากธนาคารกลางยุโรป (ECB) นาย Benoit Coeure กล่าวว่า “ECB มีการพิจารณาอัตราดอกเบี้ยเงินฝากติดลบอย่างจริงจังมาก แต่ตลาดไม่ควรคาดหวังมากเกินไป" ซึ่งความคิดเห็นนี้ขัดแย้งกับสิ่งที่ประธาน ECB นายดรากี เคยพูดไว้ในการแถลงข่าวของ ECB หลังการประชุมนโยบายการเงินครั้งล่าสุด ซึ่งข่าวเกี่ยวกับการใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบในยูโรโซนจึงกลับมาอีกครั้ง และกดดันค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงมาปิดตลาดที่ 1.3667 ขณะที่ค่าเงินเยนหลังจากที่นักลงทุนเทขายสินทรัพย์ของประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างหนักในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้เงินเยนปรับแข็งค่าขึ้น ไม่มีปัจจัยมากำหนดทิศทางของเงินเยนนัก และส่งผลให้เงินเยนเคลื่อนไหวไร้ทิศทาง แต่หลังจากรายงานดุลการค้าในเดือนธันวาคม เผยว่าญี่ปุ่นขาดดุลการค้ามากที่สุดเป็นประวัติการณ์ที่ 6.4 แสนล้านเยน ทำให้เงินเยนกลับมาอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม จิตวิทยาของตลาดที่กลัวความเสี่ยง อาจทำให้นักลงทุนมีความต้องการถือเงินเยนเพิ่มขึ้นได้บ้างในบางช่วง ซึ่งจะทำให้เงินเยนปรับแข็งค่าขึ้น ในระยะปานกลาง นักลงทุนยังมองว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นมีโอกาสที่จะออกนโยบายเพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากคำสั่งซื้อเครื่องจักรของญี่ปุ่นในเดือนล่าสุด แสดงถึงการชะลอตัวของภาคการผลิตของญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางญี่ปุ่นอาจรอให้ผลกระทบของการขึ้นภาษีการบริโภค VAT ที่จะเริ่มขึ้นในเดือนเมษายน มีความชัดเจนเสียก่อนคิดผ่อนคลายเพิ่มเติมค ค่าเงินเยนและปิดตลาดที่ระดับ 101.93







